วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บทสะท้อนต่อกรณีผู้ต้องสงสัยคดีระเบิดกับความสัมพันธ์ไทย-ตุรกี


หลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 58 ที่ผ่านมา ก็มีกระแสที่ออกมาและพยายามเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยให้เกี่ยวโยงกับ ตุรกี นับตั้งแต่การพาดหัวข่าวว่า “แขกขาว” หรือ แม้แต่การเจาะจงว่าเป็น “ชาวตุรกี” เอง โดยที่อ้างว่าเนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับการส่งตัวชาวอุยกูร จำนวน 109 คน ไปจีน กระทั่งมีนักวิชาการไทยหลายท่านที่ออกมาคัดค้าน และมองว่าไม่น่าจะมีส่วนเชื่อมโยงต่อชาวอุยกูร และสิ่งที่สื่อยังขาดความเข้าใจคือ ความต่างของชาวตุรกี กับ ชาวอุยกุร (ซึ่งผู้เขียนได้เขียนไว้คร่าวๆ ในบทความครั้งก่อนหน้านี้แล้ว) แล้วสื่อความออกไปให้เป็นที่เข้าใจว่า ชาวตุรกีอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์
ต่อมาทางสถานทูตตุรกีในไทยได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์และย้ำจุดยืนในการต่อต้านการก่อการร้ายที่ชัดเจนของตุรกี ประกอบกับพร้อมให้ความช่วยเหลือในการจับกุมหากเป็นชาวตุรกีจริง
หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 58 ก็ปรากฏข่าวว่าได้จับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ไว้ได้แล้ว ก่อนหน้าที่จะมีการระบุชนชาติแน่ชัด ข่าวบางสื่อก็ได้ระบุไปชัดว่าเป็นชาวตุรกี ซึ่งต่อมาก็ปรากฏรายละเอียดของข่าวมากขึ้นว่าได้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย พร้อมกับเครื่องมือประกอบระเบิด รวมถึงหนังสือเดินทางจำนวนหนึ่ง และเมื่อตรวจสอบหนังสือเดินทางของชาวต่างชาติที่ถูกจับกุม ก็พบว่าเป็นหนังสือเดินทางที่อ้างว่าเป็นของตุรกี แต่มีจุดที่ผิดไม่ว่าจะเป็นสถานที่เกิด ที่สะกดชื่อเมืองผิด ไปจนถึงการแปลคำว่าวันที่ออกหนังสือเดินทางในภาษาอังกฤษผิด จึงได้ข้อสรุปว่าเป็นหนังสือเดินทางปลอม นอกจากนั้นก็ยังพบหนังสือเดินทางอีกหลายเล่มในห้องด้วยเช่นกัน
ในกรณีนี้ ทางการตุรกีได้แจ้งผ่านสำนักข่าว Anadolu Agency ว่าได้แจ้งเรื่องต่อทางการไทยในความประสงค์ที่จะดำเนินการเรื่องการใช้หนังสือเดินทางปลอมของตุรกีแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ซึ่งได้มีการประกาศออกไปว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชาวตุรกี โดยที่ยังไม่มีหลักฐานนั้น สำนักข่าวเดียวกันข้างต้นได้รายงานว่าจากแหล่งข่าวทางการทูตตุรกีได้ระบุว่า ภายหลังจากความพยายามในการใช้ช่องทางทางการทูตเพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้รับการตอบรับใดๆ ซึ่งก็ได้พยายามในการเรียกร้องความช่วยเหลือจากตำรวจสากลในการเข้าถึงการตรวจสอบครั้งนี้
ในวันที่ 30 สิงหาคม 58 ก็ปรากฏข่าวจากทางตำรวจไทยว่า น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับลักลอบเข้าประเทศ ที่ทำกันเป็นเครือข่าย มากกว่าการก่อการร้ายสากล และการวิพากษ์อีกหลายฝ่ายก็เห็นว่าอาจเป็นประเด็นการเมืองภายในเองก็อาจเป็นไปได้
สิ่งที่ไทยกำลังถูกตั้งคำถามคือการปล่อยภาพที่เป็นภาพผู้ต้องสงสัย ซึ่งโดยหลักการแล้วจะต้องเป็นที่ปกปิด ตลอดจนการเปิดเผยหนังสือเดินทางนั้นก็มีการอ้างว่าเป็นภาพที่มาจากโพสหนึ่งในบล็อคที่สหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2013
สิ่งที่น่าสนใจจากกรณีนี้ คือ
1. ในเบื้องต้น ตามหลักการระหว่างประเทศโดยทั่วไปแล้วจำเป็นต้องอยู่บนสมมติฐานที่มีความบริสุทธิ์ก่อน มากกว่าจะตัดสินตั้งแต่ต้นโดยที่ยังไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยันประกอบ ซึ่งหากมีการตัดสินโดยปราศจากหลักฐานและปรากฏว่าผลที่ออกมาไม่ใช่แล้ว ก็อาจส่งผลต่อความขัดแย้งระหว่างประเทศได้
2. การรายงานข่าวที่ไม่ระมัดระวัง อาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ไม่น้อย จะเห็นได้จากข่าวของสำนักข่าวตุรกี ที่สะท้อนให้เห็นว่า มีความไม่พอใจต่อสำนักข่าวบางสำนักที่มีการตัดสินก่อนแล้ว และไม่ระมัดระวัง ในขณะที่ข่าวของสำนักข่าวตุรกีเองนั้น จะเห็นได้ว่ามีการแก้ไขเนื้อหาของข่าวเมื่อได้รับผลจากสำนักงานตำรวจไทย และมีความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวมากขึ้น ขณะเดียวกัน การเผยแพร่ภาพของผู้ต้องสงสัยก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนเช่นกัน จึงเกิดเป็นข้อวิพากษ์ในวงกว้างต่อประเด็นนี้
3. สังคมไทยยังเข้าใจตุรกีอยู่น้อย และอาจถึงขั้นมีภาพลักษณ์ในแง่ลบต่อประเทศนี้ จึงทำให้เชื่อในข่าวได้อย่างง่าย และยังตั้งคำถามน้อย ในขณะเดียวกันสังคมตุรกีก็ยังเข้าใจไทยน้อย และไทยเองก็อาจมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักต่อตุรกีในช่วงหลังนี้ จึงทำให้การทำความเข้าใจร่วมกันในประเด็น เช่น ปัญหาของชาวอุยกูร ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือต่อกัน ยังต้องทำความเข้าใจต่อกันอีกค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้แม้จะทำให้เกิดความหมองใจอยู่บ้าง แต่ก็อาจมองว่ายังไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยและตุรกีมากนัก อาจด้วยกับตุรกีเองก็ยังคงเน้นไปที่การจัดการปัญหาการเมืองภายในและประเทศเพื่อนบ้านอยู่ หรือไทยเองก็ปรับตัวต่อเหตุการณ์ค่อนข้างเร็ว จากการที่หลายช่องทางหันมาใช้คำว่า ต่างชาติที่ไม่ระบุสัญชาติแทน แต่ก็ยังจำเป็นที่จะต้องติดตามต่อไปว่า จากผู้ต้องสงสัยนี้จะกลายเป็นผู้ต้องหาหรือไม่? และจะเป็นผู้ต้องหา “จริง” หรือเป็นเพียงแค่การจัดฉากขึ้นมา ก็ต้องอาศัยข้อมูลอีกหลายอย่างประกอบต่อไป

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ความขัดแย้งตุรกี-ไอซิส: กรกฎาคม 2015 กับภาวะตึงเครียด ณ ชายแดน


ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประกาศก่อตั้ง Islamic State of Iraq and Greater Syria หรือ ISIS  ขึ้นมา ก็มีข้อสงสัยมากมายจากหลายฝ่ายต่อองค์กรนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นชัดคือ การปฏิบัติการที่สร้างความกลัวให้เกิดทั่วโลก ด้วยการยกเอาศาสนามาเป็นข้ออ้างในการก่อความรุนแรง ซึ่งก่อนหน้านี้มีหลายฝ่ายพยายามเชื่อมโยงว่าตุรกีมีความสัมพันธ์ที่ดีและอาจช่วยเหลือกลุ่มไอซิส เนื่องจากเห็นว่าตุรกีแสดงจุดยืนคัดค้านบัชชารและให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ชาวซีเรียที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มของบัชชารมาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าข้อกล่าวหานี้ได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาลตุรกีในการแสดงจุดยืนต่อต้านการก่อการร้ายทุกรูปแบบเสมอมา แม้ว่ามีข้อมูลที่ชัดเจนสิ่งหนึ่งว่า ตุรกีเป็นจุดเชื่อมต่อของผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าสู่ซีเรียเพื่อร่วมกับไอซิซ  อย่างไรก็ดี ด้วยกับภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ใกล้เคียงทำให้หากปฏิบัติการใดลงไปแล้วก็จะเกิดความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี หรือ การเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรง การดำเนินนโยบายของตุรกีต่อไอซิสนั้นจึงต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง  ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลตุรกีเองก็เริ่มมีนโยบายในการต่อต้านไอซิสชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการปิดเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับไอซิสทั้งหมด ขณะเดียวกันไอซิสเองก็โจมตีรัฐบาลตุรกี ผ่านสื่อนิตยสารของกลุ่ม โดยระบุว่ารัฐบาลตุรกีนั้นให้ความช่วยเหลือกับเคิร์ดและมีแนวทางในแบบตะวันตก
แม้ว่าตลอดช่วงเวลาที่เกิดความไม่สงบในซีเรียก็มีความตึงเครียดกัน ณ บริเวณชายแดนอยู่ตลอดมา แต่เหตุการณ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในกรณีสุสานสุไลมานชาห์ นับเป็นครั้งแรกที่ตุรกีเริ่มแสดงทีท่าอย่างชัดเจนในการต้านไอซิส เมื่อสุสานที่มีธงชาติตุรกีปักอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่อาณาเขตหนึ่งของตุรกีที่อยู่ในพื้นที่ซีเรีย ได้มีความเสี่ยงต่อการคุกคาม ทำให้ตุรกีตัดสินใจเคลื่อนทหารเข้าไปปฏิบัติการเคลื่อนย้ายสุสานนี้ออกมาให้อยู่ใกล้กับเขตแดนของตุรกีมากขึ้นเพื่อความสะดวกต่อการดูแล
ความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้มีตัวแสดงสำคัญอีกหนึ่งกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ก็คือ ชาวเคิร์ด ซึ่งชาวเคิร์ดในเมืองโคบานี่ของซีเรีย ได้ปฏิบัติการทางทหารและยึดพื้นที่ปกครองกับกลุ่มไอซิส นับตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา ในหลายครั้ง กระทั่งทำให้เคิร์ดในตุรกีเองก็เรียกร้องให้รัฐบาลตุรกีสนับสนุนเคิร์ดในโคบานี่ในการต่อสู้กับไอซิส ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการสร้างความเชื่อมั่นของเคิร์ดต่อความจริงใจของรัฐบาลตุรกีในกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินไประหว่างตุรกี กับกลุ่ม PKK ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธเคิร์ดในตุรกี อย่างไรก็ดี ตุรกีเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่ชัดนักในช่วงเวลานั้น

การปะทุของความขัดแย้งกรกฎาคม 2015
ความขัดแย้งกรกฎาคม 2015 นี้เกิดขึ้นที่เมือง Suruç ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตแดนตุรกี-ซีเรีย ในระหว่างการรวมตัวกันประท้วงของกลุ่มชาวเคิร์ดและกลุ่มฝ่ายซ้าย ที่ Amara Cultural Park ก็มีการระเบิดฆ่าตัวตายขึ้น ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน และมีผู้บาดเจ็บกว่า 100 คน ต่อมาทางการตุรกีได้ระบุผู้ที่ก่อการว่าเป็นชาวเคิร์ดคนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับไอซิส ชื่อว่า Seyh Abdurrahman Alagoz


หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ ชาวเคิร์ดทั่วประเทศไม่พอใจและออกมาประท้วงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดก็ได้ฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวตุรกีสองคน เพื่อเป็นการล้างแค้นในกรณี ซึ่งชาวเคิร์ดมองว่าเป็นเพราะความผิดของรัฐบาลที่ไม่ยอมช่วยเหลือชาวเคิร์ดในโคบานี่เพื่อต่อต้านไอซิส ขณะเดียวกัน พรรค HDP ซึ่งได้รับเสียงจากชาวเคิร์ดในการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการบางอย่างต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าหลังจากเหตุการณ์ ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประณามการก่อการร้ายครั้งนี้ทันที
ขณะเดียวกัน ในบริเวณชายแดนก็เกิดความตึงเครียดมากยิ่งขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารตุรกีหนึ่งคนได้เสียชีวิต และอีกสองคนได้รับบาดเจ็บระหว่างการปะทะกันในเมือง Kilis ของซีเรีย



หลังจากนั้น มีข่าวที่ระบุถึงการเจรจากันระหว่างโอบามาและประธานาธิบดีแอรโดก์อาน สืบเนื่องจาก ข้อเสนอในการใช้พื้นที่ของตุรกีเป็นฐานทัพทางอากาศในการส่งกองกำลังเข้าไปปราบปรามไอซิสสหรัฐฯมองว่าเป็นภัยคุกคามโลก อย่างไรก็ตามตุรกีได้ไม่ให้คำตอบใดๆ ในระยะเวลาที่ผ่านมา จนในครั้งนี้ ตุรกีได้ยอมที่จะให้ฐานทัพบริเวณ Incırlık ให้แก่สหรัฐฯ หากจะใช้ปฏิบัติการหากแต่ต้องให้ตุรกีได้รับรู้และมีสิทธิคัดค้านในปฏิบัติการ



ในส่วนของตุรกีเอง ได้แสดงท่าที่คัดค้านที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุที่ต้องการหยุดกระแสความโกรธของชาวเคิร์ด หรือ การปฏิบัติการเพื่อหยุดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตุรกี เอง ทางรัฐบาลตุรกีได้ออกปฏิบัติการจับกุมผู้ที่มีหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย 251 คน ไม่ว่าเป็นกลุ่ม ISIS กลุ่ม PKK (the Kurdistan Workers Party) และกลุ่ม DHPK-C (the Revolutionary People's Liberation Party-Front) ที่กระจายไปทั่วทั้งตุรกี ขณะเดียวกันก็ได้ปฏิบัติการทางอากาศจากฐานทัพอากาศ Dıyarbakır ไปสู่ซีเรีย ซึ่งส่งผลให้มีสมาชิกไอซิสเสียชีวิตอย่างน้อย 35 คน

สิ่งที่น่าสนใจของเหตุการณ์ครั้งนี้

สิ่งที่น่าสนใจจากกรณี คือ ท่าทีของตุรกีที่แข็งกร้าวขึ้นต่อไอซิส และการยินยอมให้สหรัฐ เข้ามาในครั้งนี้จะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศตุรกีในฐานะประเทศที่กำลังก้าวเป็นผู้นำของประเทศมุสลิมต้องสั่นคลอนหรือไม่ อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์บนฐานการมองแบบสัจจนิยมแบบใหม่แล้ว การปฏิบัติการของตุรกีต่อไอซิสเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ว่าจะต้องเกิดขึ้น เนื่องจากอยู่ในเขตชายแดนใกล้เคียงและถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ การยอมให้สหรัฐฯเข้ามาก็ถือได้ว่าหาผู้ปฏิบัติการร่วม ที่ตุรกีเองก็ไม่ต้องการจะติดอยู่กับสงครามนี้นานจนเกินไปและต้องสูญเสียกำลังทางทหารของตนเองมากเกินไป แม้ว่าหากพิจารณาถึงศักยภาพทางทหารที่ตุรกีติดอยู่ในอันดับที่ ของโลกแล้วก็สามารถดำเนินการได้เอง ขณะเดียวกันในปฏิบัติการครั้งนี้ก็อาจเป็นการแสดงจุดยืนทางภาพลักษณ์ที่ตุรกีถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนกลุ่มไอซิส ตลอดจนแสดงความจริงใจของชาวเคิร์ดในฐานะที่เป็นพลเมืองของรัฐเช่นเดียวกันซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อกระบวนการสันติภาพเติร์ก-เคิร์ด แม้ว่าการจับกุมกลุ่ม PKK ก็อาจส่งผลต่อความไม่พอใจได้ แต่เพื่อระงับความรุนแรงภายในที่เกิดขึ้นและมีความเสี่ยงจะเกิดขึ้นจึงต้องจับกุมกลุ่มติดอาวุธในทุกฝ่ายในประเทศอย่างเท่าเทียม ตลอดจนเพื่อคุมอำนาจของกลุ่ม PKK ที่เริ่มกลับมาใช้กำลังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงศักยภาพทางทหารของตุรกีเองให้กับอิหร่านที่เริ่มมีอิทธิพลในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปก็คือ ท่าทีของกลุ่มติดอาวุธต่างๆ โดยเฉพาะ PKK และ ไอซิส ที่จะมีต่อตุรกีหลังจากนี้ รวมไปถึงท่าทีของสหรัฐฯ ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อกรณีไอซิสนี้อย่างไร




วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ตุรกี-จีน-ไทย กับประเด็นปัญหาอุยกูร์เติร์ก



ในช่วงนี้ อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ทำให้หลายฝ่ายให้ความสนใจกับประเด็นอุยกูร์เติร์กในไทยหลังจากที่เงียบหายไปนับตั้งแต่หนึ่งปีที่ผ่านมา เมื่อได้พบกลุ่มชาวอุยกูร์เติร์กจำนวนหนึ่งอยู่ในป่า และกลุ่มเหล่านี้ก็ได้ถูกกักกันตัว เพื่อพิสูจน์สัญชาติ ที่พวกเขาต่างอ้างว่าเป็นชาวตุรกี

หากตั้งคำถามเบื้องต้นที่หลายคนสงสัย ก็คงจะเป็นอุยกูร์เติร์กนี่คือใครกัน?
ชาวอุยกูร์เติร์ก เป็นมุสลิมเชื้อสายเติร์ก ซึ่งยังคงรักษาวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับชาวตุรกีในปัจจุบัน หากแต่ว่าชาวอุยกูร์เติร์กนี้ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ซินเจียงของจีน ที่ซึ่งพวกเขาเองเรียกว่าเป็น เตอร์กิสถานตะวันออก ด้วยความต่างที่มี แต่ถูกผนวกรวมเข้ากับจีน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวอุยกูร์เติร์กกับจีนจึงเกิดขึ้นเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้ามาปกครองประเทศ และใช้นโยบายผสมกลมกลืน รวมถึงกดทับ อัตลักษณ์เดิมที่มีความต่างจากจีนโดยทั่วไปเป็นทุนเดิมของชาวอุยกูร์เติร์ก โดยพยายามที่จะยัดเหยียดความเป็นจีนให้กับคนเหล่านี้ และปิดกั้นเสรีภาพในเรื่องการประกอบศาสนกิจ ภายใต้แรงกดเช่นนี้ จึงทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวที่ต้องการปลดแอกพื้นที่นี้ให้เป็นอิสระเริ่มมีจำนวนที่มากขึ้นและเห็นชัด จนเกิดการปะทะกันเป็นความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งที่เป็นความรุนแรงเด่นชัด คือ ในปี 2009 ก็เกิดการปะทะครั้งใหญ่ขึ้นที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และถือเป็นจุดเริ่มต้นความรุนแรงระลอกใหม่ที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน[1] ขณะเดียวกันนับตั้งแต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ 9-11 ขึ้นก็ทำให้มีการอ้างว่ากลุ่มเคลื่อนไหวชาวอุยกูร์เติร์กในจีนนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับอัลกออิดะหฺ จนทำให้เกิดกระแสความหวาดกลัวเพิ่มขึ้นแก่สังคมจีน



ด้วยภาวะเช่นนี้ โดยเฉพาะการถูกห้ามจากการประกอบศาสนกิจ ทำให้ชาวอุยกูร์เติร์กหลายคนเริ่มแสวงหาที่พักพิงแห่งใหม่ให้กับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นปากีสถานที่เป็นประเทศใกล้เคียง รวมไปถึงประเทศในแทบเอเชียกลาง หรือ ตะวันออกกลาง แน่นอนว่าประเทศหนึ่งที่เป็นเป้าหมายก็คือ ตุรกี ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่ชาวอุยกูร์เติร์กได้ย้ายถิ่นไปนับตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งตุรกีได้ส่งเครื่องบินไปรับชาวอุยกูร์เติร์กมาจากอัฟกานิสถานที่พวกเขาเดินเท้าอพยพออกมา จำนวนกว่า 200 คน แม้ว่าก่อนหน้านี้ในช่วงปี 1933-34 ตุรกีจะรับ Isa Yusuf Alptekin หัวหน้าของเตอร์กิสถานที่อพยพเข้ามาก่อนแล้ว นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการอพยพของชาวอุยกูร์เติร์กมาสู่ตุรกีตลอดมา[2] สิ่งหนึ่งที่มีร่วมกันที่ทำให้ตุรกียอมรับก็เนื่องจากความเป็นเชื้อสายเติร์กที่มีอยู่เหมือนกัน และยิ่งชัดเจนขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการณ์จลาจลปี 2009 ที่จำนวนผู้อพยพเริ่มสูงขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่พรรครัฐบาลสายอิสลามได้บริหารประเทศ ซึ่งได้ประกาศจุดยืนชัดเจนในการประณามจีนในเวลานั้น ประกอบกับรัฐบาลพรรคอัคมีนโยบายในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและให้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ประเทศมุสลิมและประเทศยากไร้เป็นทุนหนุนเสริมที่ทำให้ตุรกีกลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นของชาวอุยกูร์เติร์กที่ต้องการอพยพ และด้วยประเด็นนี้ทำให้ตุรกีกับจีนเองแม้ว่าจะมีความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ ด้วยดี แต่ก็ยังคงเรียกร้องพร้อมประณามรัฐบาลจีนทุกครั้งหากมีการกดขี่ต่อชาวอุยกูร์เติร์กเกิดขึ้น

แล้วเหตุใดไทยจึงมาเกี่ยวข้อง?
สืบเนื่องจากเมื่อปีที่แล้วที่มีข่าวว่าพบกลุ่มคนไม่ทราบสัญชาติเดินทางเข้าเมืองไทยมาในขณะที่กำลังค้นหากลุ่มอพยพชาวโรฮิงญา เมื่อได้มีการกักกันตัวไว้ แล้วสอบสวน กลุ่มคนเหล่านี้ก็ได้อ้างตัวว่าเป็นชาวตุรกี ที่ต้องการเดินทางไปยังตุรกี และหลังจากนั้นจึงเป็นที่แน่ชัดว่าเป็นชาวอุยกูร์เติร์ก ภายหลังจากนั้น ไทยก็กักตัวกลุ่มเหล่านี้ไว้ก่อนที่จะดำเนินการต่อไป โดยตุรกีได้ออกรับว่าตุรกีเองพร้อมที่จะรับกลุ่มนี้เข้าสู่ตุรกี แต่ทางการจีนก็ได้ยื่นข้อเสนอว่าขอให้ไทยส่งตัวกลับ กระบวนการเจรจาต่อรองเป็นไปด้วยระยะเวลาหนึ่ง กระทั่งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 58 ไทยได้ส่งชาวอุยกูร์เติร์กจำนวน 173 คนไปยังตุรกี โดยที่ส่วนมากเป็นเด็กและผู้หญิง ซึ่งได้สร้างความประทับใจและความสบายใจมากขึ้น ที่เหตุการณ์กำลังดำเนินไปด้วยดี ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลที่ผู้อพยพมีสิทธิร้องขอไปยังประเทศที่สามได้ หากมองว่าการกลับคืนสู่ประเทศเดิมนั้นจะเกิดภัยคุกคามต่อความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แต่เมื่อกลางดึกของวันที่ 8 กรกฎาคม 58 ก็มีข่าวการประท้วงของชาวอุยกูร์เติร์กในตุรกีหน้าสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ในอิสตันบูล เนื่องจากความไม่พอใจที่รัฐบาลไทยได้ส่งคนจำนวนกว่า 109 คน ซึ่งมีผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ชาย กลับไปจีนอย่างลับๆ ด้วยเครื่องบินของกองทัพ ในวันต่อมา ก็ได้เกิดเป็นประเด็นขึ้นจนรัฐบาลไทยออกมาระบุว่าได้ส่งกลับประเทศจีน เนื่องจากผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วว่ากลุ่มนี้เป็นชาวจีน ในขณะที่กลุ่มก่อนหน้านี้นั้นเป็นกลุ่มที่ไม่มีความผิดใดๆ ตามกฎหมายและประสงค์เดินทางไปตุรกี ซึ่งการประท้วงจึงขยายไปสู่สถานทูตไทยในตุรกี แม้ว่าจะไม่ได้มีความรุนแรงเฉกเช่นที่เกิดขึ้นที่สถานกงสุลก็ตาม[3]  



ผลจากการส่งกลับครั้งนี้เป็นอย่างไร?
แน่นอนว่าตัวละครต่างๆ ต่างก็มีผลสะท้อนที่ต่างกันไป เริ่มจากไทยเองที่ยืนยันว่าการส่งตัวผู้อพยพกลับจีนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะกระบวนการพิสูจน์สัญชาติออกมาเป็นเช่นนี้ และระบุว่าจีนจะรับรองความปลอดภัย ซึ่งส่วนนี้ก็เป็นที่วิพากษ์ว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการที่รัฐบาลไทยเองต้องการที่จะเอาใจจีนมากขึ้น เพราะต้องการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้น ซึ่งหากส่งตัวทั้งหมดไปยังตุรกีก็อาจทำให้จีนเองไม่พอใจ

ท่าทีของฝ่ายจีน แม้จะเรียกร้องว่ากลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่ทางจีนต้องการตัว แต่หลังจากการส่งตัวกลับก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดจากจีน นอกจากการรับรองความปลอดภัยกับผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดและยินดีที่จะให้มีผู้แทนในการติดตามผล

ส่วนท่าทีของตุรกี กระทรวงต่างประเทศของตุรกีได้ออกประณามการกระทำของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ โดยมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่แม้ทราบว่าการส่งคนกลับไปจะเป็นอันตรายต่อชีวิต แม้ตุรกีจะยินดีรับไว้แล้วก็ตามและจะติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด[4] แต่ขณะเดียวกันประธานาธิบดีแอร์โดอานเองก็ออกมาระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการบุกรุกสถานกงสุลของไทยและทุกคนคือแขกของประเทศ[5] เอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทยก็ยืนยันที่จะรักษาความปลอดภัยให้กับชาวไทยในตุรกี[6] อย่างไรดี ท่าทีของตุรกีในครั้งนี้ก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองที่กำลังเป็นไปในประเทศไม่น้อย เมื่อกลุ่มขบวนการชาตินิยมตุรกีเองก็มีการเข้าร่วมสนับสนุนประท้วงจีนที่เกิดขึ้นก่อนหน้าไม่นานมานี้ และการช่วยเหลือชาวอุยกูร์เติร์กในก่อนหน้านี้ก็ทำให้กลุ่มชาตินิยมที่เป็นอีกกลุ่มซึ่งพรรคอัคเล็งว่าจะดึงเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในรัฐบาลผสมพอใจไม่น้อย แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของตุรกีเองก็ตาม อย่างไรก็ตามในแง่ความสัมพันธ์ไทยตุรกีในประเด็นอื่นนั้นยังไม่ได้รับผลกระทบอันใด

นอกจากนี้แล้วยังมีท่าทีที่ออกมาจากองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น UNHCR, Human Rights Watch[7] และสภาอุยกูร์เติร์กโลก[8] ที่ออกมาแสดงความกังวลและมองว่าไทยกำลังทำสิ่งที่ขัดกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล รวมไปถึงสหรัฐอเมริกาเองที่ออกมาแสดงความกังวลนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่เนรเทศเชิงบังคับผลักไสชาวอุยกูร์เติร์กเหล่านั้นออกนอกประเทศอีก[9] ท่าทีของสหรัฐฯในครั้งนี้ออกมาเพื่อที่จะแสดงจุดยืนที่ค้านต่อจีนด้วยเช่นกัน แม้ว่าสหรัฐเองก็ไม่ได้มีท่าทีที่เป็นมิตรนักต่อตุรกีก็ตาม



สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ถือว่าทำให้ภาพลักษณ์ของไทยนั้นเสียหายไม่ใช่น้อย อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้สิ่งที่ไทยต้องพิสูจน์หากจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมา นั่นคือ กระบวนการติดตามผลที่จีนได้เสนอไปนั้นไทยจะต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดการต่อส่วนที่เหลือในประเทศให้เป็นไปตามกรอบสิทธิมนุษยชนสากล

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ของคนไทยในตุรกีนั้นก็อาจไม่น่าเป็นห่วงมากนักแม้ว่าจะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดก็ตาม แต่เมื่อมีกระบวนการตกลงตลอดจนการแถลงจุดยืนในการต้อนรับแขกอย่างให้เกียรติของประธานาธิบดีแล้วก็เป็นเสมือนการแสดงท่าทีของตุรกีในเรื่องของความปลอดภัยในตุรกีเช่นกัน ขณะเดียวกันนอกจากการประณามแล้ว ก็ยังไม่มีสถานการณ์ที่ชัดเจนของตุรกีนักต่อไทย เพราะไทยเองในสถานการณ์นี้ก็เปรียบเสมือนกับคนกลาง แต่หากไทยยังคงดำเนินการที่ซ้ำรอยในอนาคตก็อาจสร้างความไม่พอใจได้มากขึ้น






วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ตุรกีกับความช่วยเหลือเพื่อสันติภาพในพื้นที่ขัดแย้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี


          นโยบายต่างประเทศของตุรกีในยุครัฐบาลยุติธรรมและการพัฒนา หรือ พรรคอัค ปัจจุบันนี้ สิ่งที่เห็นเด่นชัดประการหนึ่งคือการเน้นในการให้ความช่วยเหลือในด้านสิทธิมนุษยชน และเน้นบทบาทการเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะคนกลาง หรือ แสดงบทบาทของฝ่ายที่สาม (Third Party) ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับหลายพื้นที่ขัดแย้ง ประกอบกับแนวคิดของพรรคที่เน้นหนักในการขยายอิทธิพลพร้อมกับความรู้สึกของการเป็นประเทศผู้ปกครองของมุสลิมนับตั้งแต่ออตโตมานในอดีตยังคงหลงเหลืออยู่ในเหล่าผู้นำมุสลิมในประเทศ ฉะนั้นไม่แปลกที่จะเห็นว่าพื้นที่การให้ความช่วยเหลือของตุรกีนั้นจะเน้นในพื้นที่ขัดแย้งที่มีชาวมุสลิมอยู่และหลายครั้งก็อิทธิพลของความเป็นเติร์กก็ยังคงเห็นได้เด่นชัดในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกรณีความขัดแย้งในพื้นที่ที่มีชาวเติร์กอาศัยอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง เอเชียกลางและแถบประเทศบอลข่าน
นายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ดาวุดโอวฺลู (Davutoğlu) ได้แสดงความเห็นว่า เขตแดนและการแบ่งแยกทางการเมืองนั้นเป็นเพียงสิ่งไม่จริงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ฉะนั้นแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะสามารถจัดการได้เมื่อมองในองค์รวมทุกระดับของปัญหาพร้อมกับการยอมรับในการร่วมมือต่อการสร้างสันติภาพจากตัวแสดงท้องถิ่นรากหญ้าเท่านั้น[1] จากแนวคิดลักษณะนี้ ตุรกีได้แสดงบทบาทในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทการเป็นคนกลาง (Mediator) และ ผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) ทั้งในแง่ของการเจรจาของคู่ขัดแย้งหลักในหลายๆ กรณี เช่น ในกรณีของฟิลิปปินส์ ที่ตุรกีเองก็มีส่วนร่วมในการเป็นหนึ่งในคนกลางครั้งนี้ เป็นต้น และการเปิดโอกาสให้เป็นพื้นที่หลักของพูดคุยหารือแนวทางการช่วยเหลือประเทศต่างๆ เช่น ในกรณีของการเป็นพื้นที่กลางที่นักกิจกรรมทั่วโลกที่ต้องการช่วยเหลือซีเรีย หรือ ปาเลสไตน์ ในการมารวมตัว เป็นต้น รวมถึงความพยายามในการให้ความช่วยเหลือทางด้านสิทธิมนุษยชนและการสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสังคมที่จะช่วยหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ ซึ่งบทบาทที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นบทบาทที่มีทั้งในลักษณะของการให้ความช่วยเหลือผ่านรัฐบาลตุรกีโดยตรงและผ่าน INGOs และ NGOs หลักในประเทศ 
บทบาทเหล่านี้ตุรกีได้แสดงอย่างค่อนข้างเด่นชัด กระทั่งอาจมองได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแนวทางของการกระจายอำนาจและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ หากมองตามที่ Nye ได้นำเสนอความคิดแล้วก็อาจกล่าวได้ว่าการแสดงบทบาทในการช่วยเหลือเพื่อสร้างสันติภาพในพื้นที่ขัดแย้งเหล่านี้เป็นการใช้อำนาจอ่อน (Soft Power) ของตุรกีเอง[2] แน่นอนว่าการใช้อำนาจลักษณะนี้ไม่ได้ส่งผลต่อผลประโยชน์ของประเทศโดยตรง หากแต่จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นการให้ความช่วยเหลือที่จะเอื้อต่อผลประโยชน์ของประเทศโดยอ้อมจากผลที่ตามมา เช่น หากมีภาพลักษณ์ที่ดี หรือ หากในประเทศนั้นๆ สามารถคลี่คลายปัญหาความไม่สงบได้แล้ว ก็จะมีทัศนคติในเชิงบวก และอาจส่งผลต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ ต่อไปได้ เป็นต้น
ในบริบทของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้/ ปาตานี เอง ตุรกีก็ได้เข้าไปมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือ  แม้ว่าจะยังคงมีอยู่ในระดับที่ไม่มากนักและยังไม่เป็นทางการหากเปรียบเทียบกับอีกหลายพื้นที่ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือจากต่างประเทศที่มีข้อเด่นในการที่เห็นเป็นรูปร่างชัดเจนและเข้าถึงประชาชนรากหญ้าได้ค่อนข้างมาก
การให้ความช่วยเหลือของตุรกีต่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้/ ปาตานี โดยหลักแล้วจะดำเนินผ่านองค์กรพัฒนาเอกชนของประเทศตุรกี ที่เห็นเด่นชัดที่สุด คือ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชน เสรีภาพและการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม หรือ อีฮาฮา (İnsan Hak ve Hürriyetleri ve İnsani Yardım Vakfı İHH) ซึ่งเป็นองค์กรที่เน้นให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติและขาดแคลนต่างๆ ทั่วโลก ผ่านงบประมาณที่มาจากการบริจาคโดยตรง ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีการทำงานอย่างเห็นชัดและมีประสิทธิผล การทำงานของอีฮาฮาต่อพื้นที่นั้นโดยหลักแล้วจะร่วมมือกับองค์กรเอกชนในพื้นที่ที่ทางองค์กรได้คัดเลือกและเล็งเห็นว่าสามารถทำงานได้เห็นผลเมื่อได้รับการช่วยเหลือไปแล้วและเป็นองค์กรที่สามารถเข้าถึงประชาชนรากหญ้าได้ อีฮาฮาได้เน้นให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ในสามเรื่องหลัก[3] คือ
1. ด้านการศึกษา  ซึ่งได้สนับสนุนในการสร้างโรงเรียน 1 แห่ง ในพื้นที่อ.ยะหริ่ง หรือ โรงเรียนบูรณาการศึกษาวิทยา โดยที่การสนับสนุนในครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือที่ให้ทางโรงเรียนมีการดูแลบริหารการเรียนการศึกษา โดยคนในพื้นที่เอง ในบริเวณโรงเรียนยังมีพื้นที่สำหรับหอพัก และส่วนที่กำลังพัฒนาพื้นที่ต่อไปเรื่อยๆ



2. ด้านการช่วยเหลือเด็กกำพร้า ซึ่งได้สนับสนุนการสร้างศูนย์เด็กกำพร้าร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชุมชนเป็นสุข จำนวน 2 แห่ง คือสถาบันศึกษานูรุลญีนานเพื่อเด็กกำพร้าและเยาวชนทั่วไป (Miyasetenis Yetimhanesi) ใน อ.สายบุรี จ. ปัตตานี และ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอัสสาอาดะห์ (Furkan Emre Kesik Yetimhanesi) ใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และมีโครงการที่จะพัฒนาและเพิ่มจำนวนในพื้นที่อื่นๆ อีกต่อไป ขณะเดียวกันก็มีโครงการในการทำโปสการ์ด[4]เพื่อให้ผลทางจิตใจแก่เด็กกำพร้าเหล่านั้น




3. ด้านอื่นๆ เช่น การเลี้ยงละศีลอด การมอบเนื้อวัวเพื่อการทำกุรบ่านแจกแก่ชาวบ้านทั่วไป หรือ การให้ความช่วยเหลือในด้านยามประสบภัยพิบัติ เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านของใช้ที่จำเป็นพร้อมทั้งข้าวสารอาหารแห้งเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา
นอกจากอีฮาฮาแล้ว ยังมีอีกหลายองค์กรที่ได้เริ่มเข้าสู่พื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือ เป็นรายกรณี โดยเฉพาะการบริจาควัวเพื่อการทำกุรบ่าน หรือ การบริจาคเพื่อเล้ยงละศีลอดในเดือนรอมฎอน องค์กรเหล่านี้ อาทิ เช่น Turkiye Diyanet Vakfı, Cansuyu Yardımlaşma ve Dayanışma Derneği, Deniz Feneri, Kızılay, Kimse Yok mu Derneği เป็นต้น[5] ในที่นี่แทบจะเรียกได้ว่าเกือบจะทุกองค์กรเอกชนหลักๆ ของตุรกีได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่
ในส่วนของภาครัฐเองนั้นยังไม่มีแนวทางการให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ นอกเสียจากผ่านการให้ความช่วยเหลือในด้านการให้ทุนการศึกษามาศึกษาต่อยังประเทศตุรกีที่มีการคัดเลือกตัวแทนนักเรียนนักศึกษาจากในพื้นที่มาศึกษาต่อยังประเทศตุรกี
เหล่านี้ล้วนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่เห็นได้ชัด ที่จะเห็นได้ว่าเน้นการพัฒนาและช่วยเหลืออย่างค่อนข้างเป็นรูปธรรม แน่นอนว่าการดำเนินกิจกรรมในลักษณะนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีและทัศนคติแง่บวกของผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากประเทศตุรกี แต่อย่างไรก็ดีในส่วนของตุรกีเองนั้นยังมีความเข้าใจต่อปัญหาในพื้นที่ได้อย่างไม่ชัดเจน หลายครั้งที่การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวในพื้นที่ปาตานีนั้นเป็นไปด้วยความไม่ชัดเจนและมีแนวโน้มในการเน้นนำเสนอแต่บางส่วนที่เน้นความรุนแรงของปัญหาในแง่เดียว อุปสรรคที่ชัดเจนอาจด้วยการสื่อสารที่ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่เมื่อลงไปยังพื้นที่ในหลายครั้ง
แนวโน้มของความคาดหวังในหลายภาคส่วนต่อบทบาทของตุรกีในพื้นที่ รวมทั้งความคาดหวังของตุรกีเอง ก็อาจจะเป็นการให้ความช่วยเหลือในลักษณะเดียวกับที่ได้ช่วยแก่กรณีกระบวนการสันติภาพบังซาโมโรในฟิลิปปินส์ นั่นคือ การเป็นฝ่ายที่สามที่เข้าไปช่วยเหลือในกระบวนการพูดคุยและเจรจา เนื่องด้วยการที่เป็นหนึ่งในประเทศมุสลิมที่สำคัญในการเมืองโลกปัจจุบัน และเป็นประเทศที่มีผลงานประจักษ์ในการทำงานในพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆ รวมถึงการมีกิจกรรมที่ปรากฏให้เห็นในพื้นที่ แต่อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดที่แตกต่างของบริบทความขัดแย้ง รวมถึงความเข้าใจต่อปัญหา ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถมองข้ามได้ หากแต่ตุรกีเองเริ่มมีความพยายามในการสร้างความเข้าใจต่อพื้นที่มากขึ้นเช่นกัน (ผู้เขียนเริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในการนำเสนอข่าวที่มีความเข้าใจต่อบริบทพื้นที่มากขึ้น) อย่างไรก็ดี ณ เวลานี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสของการเติบโตในการสร้างภาพลักษณ์ที่น่าชื่นชมของตุรกีต่อมุสลิมบางส่วนทั่วโลกก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้การยอมรับการช่วยเหลือของตุรกีต่อพื้นที่เป็นไปในเชิงบวก แม้ว่าในปัจจุบันการให้ความช่วยเหลือของตุรกีต่อพื้นที่ปาตานีมีข้อเด่นที่เน้นให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนรากหญ้าอย่างแท้จริง แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดที่เน้นการทำงานเฉพาะกลุ่มและไม่กระจายสู่ระดับบนมากนัก ซึ่งในส่วนนี้อาจจะมีแนวโน้มที่จะเห็นการพัฒนาความช่วยเหลือต่อกระบวนการสันติภาพที่กระจายมากขึ้นต่อไป






[1] Ahmet Davutoğlu, Stratejik Derinlik: Türkiye’nin Uluslararası Konumu, İstanbul, Küre Yayınları, 2001.
[2] Nye, Joseph S. Jr. 2004. Soft Power: the Means to Success in World Politics. New York: Public Affairs.
[3] ประมวลจากการพูดคุยกับตัวแทนจากอีฮาฮาที่รับผิดชอบในพื้นที่ปาตานีโดยตรง และองค์กรต่างๆที่ได้รับความช่วยเหลือ
[4] เป็นโครงการของกลุ่ม  BirŞeyYap ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเยาวชนรุ่นใหม่ที่เป็นอาสาสมัครภายใต้การทำงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนใหญ่องค์กรหนึ่งของตุรกี ซึ่งก็คือ IHH Humanitarian Relief Foundation เยาวชนเหล่านี้ก็เป็นเยาวชนที่มาจากหลากหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่ได้ใช้เวลาว่างจากหน้าที่หลักมาเรียนรู้งานจากองค์กรหลัก และคิดโครงการกันขึ้นมาเอง 
            โครงการเล็กๆที่เริ่มกันของกลุ่มนี้คือ การทำโปสการ์ด เพื่อที่จะให้แก่เด็กกำพร้าที่อยู่ภายใต้องค์กรแม่ที่พวกเขาทำงานให้ เนื่องจากพวกเขาเล็งเห็นว่าหลายครั้งการช่วยเหลือไม่ใช่แค่การให้เงิน หากแต่เป็นการช่วยเหลือทางด้านจิตใจด้วยเช่นกัน จากความตั้งใจเล็กๆ นี้ เริ่มค่อยๆ ขยายเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จากเพียงแค่โปสการ์ดเริ่มพัฒนาเป็นโปสการ์ดที่ติดมาด้วยปฏิทิน ที่มีรูปภาพที่อาสาสมัครเหล่านั้นได้ถ่ายขึ้นมาเองในขณะไปช่วยงานในพื้นที่ต่างๆ และเริ่มขยายด้วยการมีรายละเอียดเล็กๆที่แทรกภายในขึ้นมา ว่าโปสการ์ดเหล่านั้นที่ส่งไปให้กับเด็กกำพร้าคนไหน สามารถส่งกลับเพื่อมีการติดต่อกับเด็กคนนั้นอย่างต่อเนื่องได้ ทางกลุ่มเริ่มขยายการทำงานด้วยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรตุรกีที่มีเด็กนักศึกษาต่างชาติรวมตัวกัน เพื่อที่จะหาอาสาสมัครสำหรับการแปลโปสการ์ดเหล่านั้นให้เป็นภาษาที่เด็กกำพร้าในแต่ละพื้นที่สามารถเข้าใจได้
            ขณะเดียวกัน โครงการนี้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์มากขึ้น การทำโปสการ์ดเล็กๆ นี้จึงได้พัฒนากลายเป็นโครงการที่เมื่อคนที่ได้รับโปสการ์ดแล้วในขณะที่ส่งกลับ ก็สามารถบริจาคและเงินบริจาคเหล่านี้ทั้งหมดจะนำไปสมทบทุนให้แก่โครงการการสร้างโรงเรียนเด็กกำพร้าในพื้นที่ปัตตานี
[5] ตามข้อมูลจากเพจเฟสบุคหลักของทุกองค์กรและจาก http://www.aksiyon.com.tr/dosyalar/turkiye-dunyayi-kurban-la-sevindirdi_536849

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ผลการเลือกตั้งตุรกี 2015 กับจุดเปลี่ยนของการเมือง


เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2015 สาธารณรัฐตุรกีได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือกรัฐบาลชุดที่ 25 หลังจากที่หมดวาระไป ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการปรากฏว่า มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง คิดเป็น 86.63% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วทั้งประเทศ มี 4 พรรคหลักที่มีแนวคิดทางการเมืองแตกต่างกัน ได้รับเลือกตั้ง พรรค AK ได้ที่นั่ง 258 ที่นั่ง คิดเป็น 40.86% ของผู้มาเลือกตั้งทั้งหมด พรรค CHP ได้ที่นั่ง 132 ที่นั่ง คิดเป็น 24.96% พรรค MHP และ HDP ได้ที่นั่งเท่ากันนั่นคือ 80 ที่นั่ง หากแต่ MHP ได้รับเสียงทั้งหมดคิดเป็น 16.29% ในขณะที่ HDP ได้รับเสียงทั้งหมดคิดเป็น 13.12% ในขณะที่พรรคอื่นๆแม้ไม่ได้ที่นั่งแต่ก็ได้รับเสียงรวมกัน 4.77% ของผู้มาเลือกตั้งทั้งหมด
รูปที่ 1 ผลการเลือกตั้งทั่วไปตุรกี 2015


ข้อน่าสังเกตของการเลือกตั้งกับการเมืองตุรกี

ข้อน่าสังเกตของการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจสามารถ มองได้  4 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. จุดเปลี่ยนของการเปลี่ยนระบบรัฐบาลพรรคเดียวสู่รัฐบาลผสม
จากผลการเลือกตั้งนี้ ทำให้พรรคอัค ที่เคยเป็นพรรครัฐบาลหลักพรรคเดียวมาตลอดสิบสองปี จากการชนะเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนมากในการเลือกตั้งปี 2002, 2007 และ 2011 กลับได้รับเสียงเลือกตั้งลดน้อยลง และไม่เพียงพอต่อการตั้งเป็นรัฐบาลเดียวได้อีกต่อไป เนื่องจากหากจะตั้งพรรครัฐบาลได้จะต้องได้รับเสียงอย่างน้อย 276 ที่นั่ง แต่ครั้งนี้พรรคอัคกลับไม่สามารถทำได้ และสูญเสียฐานเสียงฝั่งตะวันออกที่เป็นพื้นที่ของชาวเคิร์ดไปเกือบทั้งหมด ด้วยเหตุนี้พรรคอัคจึงจำเป็นต้องตั้งพรรครัฐบาลผสม หรือ ไม่ก็อาจตั้งเป็นรัฐบาลเสียงส่วนน้อย ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ในเร็ววันนี้ 

รูปที่ 2 การเปลี่ยนแปลงจำนวนเสียงที่ได้รับเลือกตั้งของแต่ละพรรค


สำหรับ ประเด็นรัฐบาลผสม นับได้ว่าเป็นประเด็นถกเถียงอย่างมากในการเมืองตุรกี เนื่องจากว่า ไม่เพียงแต่พรรคหลักอื่นๆ จะปฏิเสธเบื้องต้นในการไม่เข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสมแล้ว สังคมตุรกียังคงติดภาพของความวุ่นวายในอดีตเมื่อประเทศได้กลายเป็นพรรครัฐบาลผสมและไม่สามารถตกลงกันได้อย่างลงตัวระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน ทำให้นำไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองและเป็นช่องว่างให้ทหารเข้ามากุมอำนาจ โดยอาศัยสถานะที่ถูกรับรองโดยผู้ก่อตั้งรัฐตุรกี อย่างเคมาล อะตาเติร์ก ที่ระบุว่า ทหารเป็นเสมือนกับ “ผู้คุ้มครองประเทศ” หากแต่เมื่ออยู่ในยุคอำนาจของกองทัพแล้ว กลับมีการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและปราศจากเสรีภาพ ทำให้มีความพยายามในการจำกัดอำนาจของทหารมาตลอดและสำเร็จมากขึ้น จนทำให้ชาวตุรกีเองก็กังวลไม่น้อยกับการตั้งรัฐบาลผสม ขณะเดียวกัน สายอิสลามมิสต์ในประเทศ ก็กังวลว่าการตั้งรัฐบาลผสมจะทำให้พรรคอัคไม่สามารถตัดสินทำสิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์ต่อมุสลิมในประเทศได้เท่าเดิม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการช่วยเหลืออียิปต์และซีเรีย ตลอดจนเสรีภาพในการเคลื่อนไหวอย่างเสรีของมุสลิมในประเทศ และ สิทธิในเรื่องของการสวมหิญาบ
อย่างไรก็ดี หากมองบนฐานของทฤษฎีแล้ว การตั้งรัฐบาลผสมจะช่วยให้มีการถ่วงดุลอำนาจที่มากขึ้น และทำให้ลดภาพลักษณ์ที่อาจถูกมองว่าเป็นรัฐบาลลักษณะคล้ายคลึงกับเผด็จการได้เช่นกัน จึงไม่แปลกที่สื่อตะวันตกส่วนใหญ่จะถือว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากจะเป็นการพัฒนาในเชิงประชาธิปไตยของตุรกีไปอีกขั้น ที่ทำให้อำนาจมีการแบ่งออกไปสู่พรรคที่หลากหลายมากขึ้น

2. จุดเริ่มต้นของข้อท้าทายใหม่ทางการเมืองของ AKP
การเลือกตั้งครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการสะท้อนถึงการเดินนโยบายที่ผิดพลาดของพรรคอัค โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความพยายามในการที่จะเปลี่ยนระบบของประเทศให้เป็นระบบประธานาธิบดี ซึ่งจะทำให้ประธานาธิบดีนั้นมีอำนาจในบางเรื่องต่อการตัดสินใจ ในขณะที่ปัจจุบันประธานาธิบดีเสมือนกับสัญลักษณ์ของประเทศเสียมากกว่า ความพยายามในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการสร้างฐานอำนาจที่ยาวนานให้กับแอร์โดว์อานมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การใช้อำนาจนิยมในเชิงเผด็จการได้ อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งความพลาดของพรรคอัคนั่นคือการเน้นนโยบายที่เอื้อกับมุสลิมและชาวเคิร์ด มากเกินไป จนทำให้สายชาตินิยมในประเทศไม่พอใจ แต่ในขณะเดียวกันนโยบายใหม่ที่ชู ก็ไม่ได้ให้พื้นที่แก่ชาวเคิร์ดที่เห็นชัด จนทำให้ชาวเคิร์ดเดิมที่หลายพื้นที่เป็นฐานเสียงของพรรคอัคกลับเปลี่ยนไปเลือกพรรคใหม่ของชาวเคิร์ดเอง  แม้ว่าฐานเสียงหลักของพรรคอัคยังคงได้รับเสียงส่วนมากก็ตาม แต่ก็เป็นประเด็นท้าทายสำหรับพรรคอัคไม่ใช่น้อยในการเดินเกมส์ต่อไปข้างหน้า กับสภาพของสังคมตุรกีที่มีความหลากหลายทางแนวคิด  โดยในอนาคตอาจเป็นไปได้ว่าพรรคอัคอาจจำเป็นต้องกลับมาสู่ประเด็นการเมืองภายในมากขึ้นกว่าการเน้นประเด็นระหว่างประเทศมากเช่นเคย
ข้อท้าทายสำคัญของอัคในเวลานี้ก็คือ การจะตัดสินใจที่จะรวมกับพรรคใด หลายการวิเคราะห์มองว่าหากรวมกับ HDP ซึ่งเป็นพรรคของชาวเคิร์ดก็จะทำให้กระบวนการสันติภาพกับชาวเคิร์ดสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่ว่าเมื่อ HDP มีแนวคิดหลักเป็นแบบฝ่ายซ้าย และมีความเป็นเคิร์ดสูง ก็อาจทำให้เหล่าชาตินิยมในตุรกีไม่พอใจ ในขณะที่ความเป็นไปได้ที่จะรวมกับพรรค MHP มีมากกว่า เนื่องด้วยความใกล้เคียงในแนวคิดแบบลิเบอรัลและจะเรียกเสียงของความเป็นชาตินิยมเติร์กได้ แต่ล่าสุดผู้นำพรรคทั้งสอง แสดงเจตจำนงที่จะไม่เข้าร่วมในรัฐบาลผสมกับพรรคอัค และหัวหน้า พรรค MHP ก็แนะว่าหากรวมไม่ได้ก็จัดการเลือกตั้งใหม่อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการตั้งรัฐบาลผสม
ฉะนั้น สิ่งที่น่าสนใจที่จะต้องติดตามต่อไป คือ เกมส์ใดที่พรรคอัคจะนำขึ้นมาเล่นกับสถานการณ์ที่ท้าทายพรรคอัคเช่นนี้ แม้ว่าแน่นอนพรรคอัคเองก็ถือว่าครั้งนี้เป็นชัยชนะที่ทางพรรคได้รับอีกครั้งหนึ่งก็ตาม

3. การขึ้นมาของพรรคการเมืองชาวเคิร์ด
     หากมองเปรียบเทียวกับพรรคอื่นๆ แล้ว นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงของเสียงเลือกตั้งไม่มาก และจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้เกิดข้อท้าทายของพรรคอัคตามที่ระบุข้างต้น รวมถึงการเปลี่ยนบริบททางการเมืองของตุรกีในครั้งนี้ นับได้ว่า ชาวเคิร์ด กลายเป็นส่วนที่มีบทบาทอย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้ว่าพรรค HDP นี้จะตั้งขึ้นมาในปี 2012 ซึ่งมีแนวคิดฝ่ายซ้าย แบบสังคมนิยมประชาธิปไตย และเน้นไปในเรื่องของสิทธิมนุษยชนเป็นหลัก ได้กลายเป็นพรรคที่เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทที่ชัดขึ้นในการเมืองตุรกี ด้วยภาพลักษณ์ของความเป็นเคิร์ดและหัวหน้าพรรคเป็นหนุ่มไฟแรง และสนับสนุนกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ชาวเคิร์ด เนื่องจากพรรคนี้บางนักวิเคราะห์ก็มองว่าเป็นสายการเมืองของ PKK หรือกลุ่มติดอาวุธที่เคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยชาวเคิร์ด ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้สำหรับชาว เคิร์ดที่กระบวนการสันติภาพได้เดินทางมาถึงจุดที่ ความเป็นเคิร์ด ไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกปิดกั้นจากสังคมตุรกีในเชิงทางการต่อไป เนื่องจากชาวเคิร์ดก็เริ่มมีสิทธิในการใช้ภาษาของตัวเอง มีสื่อของเคิร์ด ตลอดจนมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษาเคิร์ด ฯลฯ เกิดขึ้น จึงทำให้ในระดับหนึ่ง ความเป็นเคิร์ด เริ่มเป็นสิ่งที่เปิดมากขึ้น
    การเลือกตั้งครั้งนี้หากมองจากรูปที่ 1 และ รูปที่ 2 ข้างต้นแล้วจะเห็นได้ว่า พื้นที่ของชาวเคิร์ดเกือบทุกจังหวัดพรรค HDP จะได้คะแนนเสียงนำ ต่างจากในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วส่วนใหญ่แล้วจะเลือกพรรคอัค และรูปที่ 2 ก็ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของที่นั่งอย่างเห็นได้ชัด เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะชาวเคิร์ดเองในช่วงแรกที่เลือกพรรคอัคนั้นก็เนื่องจากว่า มองว่าอย่างน้อยก็เป็นพรรคที่มีแนวโน้มในการผ่อนปรนให้กับชาวเคิร์ดมากที่สุด ขณะเดียวกัน เมื่อพรรคอัคอาศัยตัวแทนชาวเคิร์ดที่เข้าสู่การเมืองและความสัมพันธ์ที่ดีกับ HDP ในการให้เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือกระบวนการสันติภาพก็เสมือนกับดาบสองคม ที่ช่วยสร้างฐานอำนาจให้กับ HDP ได้มีบทบาทมากขึ้น จนทำให้ชาวเคิร์ดหันมาเชื่อใจในพรรคที่เป็นชาติเดียวกันเสียมากกว่า และมองว่าหากได้ตัวแทนเป็นชาวเคิร์ดเองได้นั้นก็จะทำให้เมื่อเข้าสู่สภาแล้วจะต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวเคิร์ดได้มากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้คือ ทัศนคติของชาวเติร์กที่มีต่อชาวเคิร์ด กลับเริ่มมีปฏิกิริยาที่รุนแรงขึ้น บนฐานของความเป็นชาตินิยม ที่มองว่าถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของตุรกีหากเคิร์ดมีสิทธิทางการเมืองในรูปแบบนี้ และทำไมจะต้องมีตัวแทนชาวเคิร์ดจำนวนมากขนาดนี้นั่งอยู่ในสภา แต่ขณะเดียวกัน แน่นอนว่าผลที่ออกมาก็สะท้อนถึง ความต้องการพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยในประเทศ และเป็นการทำให้ภาพลักษณ์ของตุรกีในกรณีเรื่องปัญหากับชาวเคิร์ดนั้นเป็นไปในทางที่ดีมากขึ้น

4. มุสลิมกับการเมืองอิสลามในตุรกี
การเลือกตั้งครั้งนี้นับได้ว่า เป็นอีกหนึ่งการชี้ชัดที่ทำให้เห็นว่า กลุ่มที่มีแนวคิดอิงอิสลามในตุรกีเองนั้นก็ยังไม่สามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ความแตกแยกระหว่างกุลเลนกับสาวกกับพรรครัฐบาลก็ทำให้เสียงเดิมจำนวนไม่น้อยที่หายไป ขณะเดียวกัน พรรค SAADET ที่ได้รับเสียงเลือกตั้งอยู่บ้างในบางพื้นที่ ก็เป็นหนึ่งพรรคสายอิสลามมิค ที่ก็ทำให้ฐานเสียงของกลุ่มอิสลามมิสต์ในตุรกีได้กระจายออกไป ความไม่เป็นหนึ่งเดียวนี้ อาจเป็นสิ่งที่ปกติในเชิงทฤษฎีทางการเมือง แต่แน่นอนว่าส่งผลกระทบเช่นกันต่อฐานเสียงเดิมที่มี
อย่างไรก็ตาม มุสลิมจำนวนมากก็ยังคงเชื่อมั่นในพรรคอัค และมองว่าผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้ยังถือว่าเป็นชัยชนะ แต่พรรคอัคเองก็จำเป็นต้องปรับตัว ในช่วงเวลาถัดไปด้วยเช่นเดียวกัน การเน้นอุดมการณ์เชิงศาสนาที่มากเกินไป กับสังคมที่ยังไม่พร้อมและไม่เข้าใจต่อความเป็นอิสลามนั้นก็อาจทำให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน ฉะนั้น การปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในบริบททางการเมือง และรักษาฐานอำนาจของมุสลิมในประเทศ เพื่อประกันถึงสิทธิเสรีภาพในการประกอบศาสนกิจและช่วยเหลือในความเป็นพี่น้องมุสลิมให้ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย  


อนาคตของตุรกี จากผลการเลือกตั้ง
             ภาพที่เป็นไปได้ในขณะนี้ เป็นไปได้มากอยู่สองทางระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลผสมและการจัดตั้งรัฐบาลเสียงส่วนน้อยชั่วคราวแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งต้องจับตามองต่อไปว่าผลจะเป็นอย่างไร แม้ว่าจะมีบางวิเคราะห์บอกว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่สามพรรคนอกจากอัคจะรวมตัวกันแล้วตั้งพรรคขึ้น แต่ถือว่าเป็นความเป็นไปได้ที่น้อยมาก บ้างก็มีการทำนายว่าอาจเกิดความระส่ำระส่ายจนเปิดทางให้กองทัพเข้ามา ซึ่งเป็นไปได้แต่ด้วยอำนาจของกองทัพในปัจจุบันหากไม่มีการหนุนเสริมเบื้องหลัง ก็ทำให้ยากเช่นกันที่จะทำเช่นนั้น ฉะนั้นแล้วทางที่เป็นไปได้มากที่สุดและควรที่จะเป็นคือในสองทางแรก  และขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสั่นคลอนทางการเมืองในครั้งนี้ก็จะกระทบต่อนโยบายต่างประเทศของตุรกี รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศด้วยเช่นเดียวกัน
            สิ่งที่น่าจับตามอง ประการแรก คือ อนาคตของอิสลามการเมืองในตุรกี ว่าจะสามารถรักษาฐานอำนาจและปรับตัวกับข้อท้าทายได้ดีแค่ไหน ในอดีตที่ผ่านมา แม้ว่ามีข้อท้าทายหลายครั้ง พรรคอัคก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถก้าวผ่านมาได้ ครั้งนี้เช่นกันก็เป็นอีกหนึ่งข้อท้าทายที่ต้องจับตามอง เนื่องจากเป็นข้อท้าทายที่มาจากผลของวิธีการที่พรรคอัคเลือกใช้ นั่นคือ แนวทางประชาธิปไตยที่เน้นในเสียงส่วนมาก แน่นอนว่าก็อาจเป็นไปได้ว่า ในท้ายสุดอิสลามนั่นอาจไม่สามารถประยุกต์เข้ากับประชาธิปไตยได้อย่างสำเร็จได้ เนื่องจากฐานคิดของประชาธิปไตยท้ายสุดก็จะมีการเปลี่ยนหมุนผันทางอำนาจขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจไม่ถูกไปเสียทั้งหมดหากพิจารณาถึงบริบทประกอบด้วยเช่นกันว่าการเดินทางในเส้นนี้ ได้มีความระมัดระวังหรือไม่ ครั้งนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีสิ่งที่พรรคอัคได้มองข้ามไป นั่นคือ คิดว่าฐานสังคมพร้อมสนับสนุนในทุกอย่าง และพยายามสร้างฐานอำนาจที่ยังเร็วเกินไปอยู่สำหรับสังคมตุรกี ขณะเดียวกันก็อยู่กับภาวะที่เศรษฐกิจโลกเกิดความผกผันที่ทำให้ประชาชนอาจมองว่าเป็นความผิดของรัฐด้วยก็เป็นได้ แม้ว่าอัคจะพิสูจน์ตัวเองได้ดีในประเด็นอื่นทั้งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ พัฒนาระบบศึกษา เศรษฐกิจและระบบสาธารณูปโภคก็ตาม  ฉะนั้นเพียงแค่ความผิดพลาดเล็กน้อยครั้งนี้ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าอิสลามการเมืองนั้นไม่มีประสิทธิภาพ หากแต่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบและพัฒนาเสมอ อย่างไรก็ตาม ด้วยบริบทปัจจุบัน หากมุสลิมจะมีพื้นที่แนวทางนี้ก็ยังคงจำเป็น แต่ในอนาคตนั้นก็ต้องค่อยๆปรับไปสู่แนวทางอิสลามมากขึ้นนั่นเอง
            ประการที่สอง คือ อนาคตของกระบวนการสันติภาพเติร์ก-เคิร์ด เนื่องจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้เสมอนกับเหรียญสองด้านที่มีทั้งแง่ดีต่อชาวเคิร์ดคือได้ตัวแทนจากฝ่ายตนที่จะช่วยส่งเสียงของชนกลุ่มน้อยและช่วยในการสานต่อกระบวนการสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับกลุ่ม PKK ได้ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความเกลียดชังและความกังวลที่มากขึ้นให้กับกลุ่มชาตินิยมที่ยังคงมีมากอยู่ในสังคมตุรกีด้วยเช่นกัน