วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ปรากฏการณ์คลื่นความรุนแรงและการเปลี่ยนผ่านในการเมืองระหว่างประเทศตุรกี


ยาสมิน ซัตตาร์ 


ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องราวตุรกีอาจมีความน่าสนใจมากขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะจากการเผชิญกับความรุนแรงที่มาจากการก่อการร้ายจากรอบด้าน ซึ่งในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในอิสตันบูลเมืองเดียวถึง 6 ครั้ง และครั้งล่าสุด จากการยิงกราดและระเบิด ณ สนามบินนานาชาติอตาเติร์ก เมื่อค่ำวันที่ 28 มิถุนายน 2559 นับได้ว่าส่งผลสะเทือนมากที่สุด เนื่องจากมีจำนวนผู้ได้รับผลเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ตุรกีต้องเผชิญกับการก่อการร้ายจากกลุ่มดาอิช ซึ่งนายกรัฐมนตรีตุรกีออกมาระบุว่าเป็นผู้กระทำการครั้งนี้ หลังจากนั้นก็มีการเปิดเผยสัญชาติของผู้ก่อการว่าเป็นชาวรัสเซีย ชาวอุซเบกิสถาน และชาวคีกีซสถาน จากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ประชาคมโลกต่างตั้งคำถามต่อปฏิกิริยาที่มีต่อเหตุการณ์รุนแรงที่ไม่เท่าเทียมกันกับกรณีความรุนแรงในปารีส หรือ บรัสเซล อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์มีการไว้อาลัยจากหลายประเทศที่ส่งเสียงให้กับตุรกี สถานที่สำคัญๆหลายแห่งในโลกได้แสดงสัญญะธงชาติตุรกี





คำถามที่สำคัญคือ ตอนนี้ตุรกีกำลังเผชิญกับอะไร เหตุใดตุรกีซึ่งในช่วงสิบปีที่ผ่านมาสามารถก้าวมาสู่จุดที่สำคัญของโลกและภูมิภาคต้องมาสะดุดลง ในบทความชิ้นที่แล้วผู้เขียนได้วิเคราะห์ไว้บ้างแล้ว เพื่อให้เห็นภาพรวมของการเมืองตุรกีในวันนี้ หากแต่ในห้วงเดือนที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของการเมืองระหว่างประเทศตุรกีที่มีผลจากการเมืองภายในประเทศเองอย่างมีนัยยะสำคัญหลายประการ นับตั้งแต่หลังจากการลาออกของอดีตนายกรัฐมนตรีดาวุดโอก์ลู และได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นมาแทนที่ ที่เป็นสัญญาณของความอ่อนในระบบรัฐสภาของตุรกี และเริ่มปูทางสู่การเปลี่ยนประเทศไปสู่ระบอบประธานาธิบดี การเปลี่ยนผ่านของการเมืองภายในเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำการใช้อำนาจของประธานาธิบดีแอรโดอานที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้น ขณะเดียวกันการเมืองภายในของตุรกียังต้องเผชิญกับความรุนแรงที่มาจากกลุ่มติดอาวุธ PKK ของชาวเคิร์ดซึ่งกลับเข้าสู่ภาวะของการใช้ความรุนแรงอีกครั้งหลังจากที่กระบวนการสันติภาพถูกทำลายลง ในช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและตุรกีที่กลายเป็นศัตรูหลังจากเป็นมิตรทางการค้าที่สำคัญหลังจากที่ตุรกียิงเครื่องบินรัสเซียตกก็ส่งผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ แน่นอนว่าเป็นผลให้ตุรกีต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันความรุนแรงในซีเรียและอิรัก และการเกิดขึ้นรวมถึงการตอบสนองของตุรกีต่อดาอิชในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นที่ตั้งคำถาม ภาวะที่ตุรกีเผชิญในช่วงปีที่ผ่านมานั้นคือ ความอิหลักอิเหลื่อของสถานะที่ตุรกียืนในเวทีภูมิภาค ขณะเดียวกันยังเป็นความย้อนแย้งของการแนวคิด Strategic Depth ของตุรกีที่มองว่าตุรกีควรปราศจากปัญหากับเพื่อนบ้าน และใช้จุดยุทธศาสตร์ของตัวเองให้เกิดประโยชน์ แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองในภูมิภาคเปลี่ยนแนวคิดและปัจจัยดังกล่าว กลับกลายเป็นเครื่องมือทิ่มแทงตุรกีเสียเอง

อย่างไรก็ตาม ในห้วงเดือนที่ผ่านมา มีความพยายามสำคัญ ที่น่าสนใจในจุดยืนของตุรกีในเวทีระหว่างประเทศคือ ตุรกีเริ่มพยายามปรับจุดยืนและยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์กับหลายประเทศให้กลับไปเป็นแบบเดิม นั่นคือ การร่วมมือเชิงสร้างสรรค์กับเวทีโลก จากที่ช่วงหนึ่งตุรกีถูกสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกบีบให้ต้องแสดงบทบาทโดดเดี่ยวจากหลายประเทศ ตุรกีเริ่มมีความพยายามมากขึ้นกับกรณีการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและแลกเปลี่ยนประเด็นการเปิดวีซ่าฟรีสำหรับชาวตุรกีในการเดินทางเข้าประเทศในอียูกับประเด็นผู้ลี้ภัย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงอยู่ในจุดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้เนื่องด้วยปัญหาของมาตรฐานที่ไม่ตรงกับที่สหภาพยุโรปต้องการ ซึ่งประธานาธิบดีตุรกีเองก็ระบุว่าเป็นเงื่อนไขที่สถานะและจุดที่ตุรกีอยู่ไม่อาจทำได้ ฉะนั้นแล้ว ตุรกีเองก็เริ่มกลับสู่การสร้างความสัมพันธ์กับอียูอย่างสร้างสรรค์อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ตุรกีเองก็เริ่มกลับมาปรับความสัมพันธ์กับสองประเทศที่มีปัญหาต่อกันมากที่สุด นั่นคือ อิสราเอลและรัสเซีย

 สำหรับกรณีอิสราเอลนั้น ตุรกีลดระดับความสัมพันธ์นับตั้งแต่หลังจากเรือช่วยเหลือทางมนุษยธรรมของตุรกีถูกยิงและมีนักเคลื่อนไหวชาวตุรกีเสียชีวิต แต่ตุรกีกลับมาค่อยๆ ปรับความสัมพันธ์อีกครั้ง เนื่องจากมองว่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่สามารถเอื้อต่อกันในเชิงเศรษฐกิจและเปิดช่องให้ตุรกีเข้าไปมีส่วนในการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ได้ง่ายขึ้น โดยการปรับความสัมพันธ์ในครั้งนี้อยู่บนฐานของเงื่อนไขสามข้อที่อิสราเอลตกลง คือการขอโทษต่อตุรกี การจ่ายเงินชดเชยให้กับครอบครัวของเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบและการอนุญาตให้ตุรกีส่งความช่วยเหลือเข้าไปในกาซ่าผ่านด่าน Ashdod แต่การปรับความสัมพันธ์นี้ก็สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่ายในตุรกี โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือสิทธิมนุษยชนที่ใหญ่ที่สุดในตุรกี นั่นคือ IHH แต่ก็หลายฝ่ายในองค์กรเองก็เข้าใจในเป้าประสงค์ของรัฐบาลเอง

สำหรับกรณีของรัสเซียนั้น หลังจากที่ยิงเครื่องบินรัสเซียตกนั้น ตุรกีซึ่งคาดการณ์ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากนาโต้กลับถูกโดดเดี่ยวให้เผชิญกับผลลัพธ์เอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตุรกีเป็นอย่างมาก กระทั่งประธานาธิบดีแอรโดอานยอมออกมาขอโทษ และปูตินเองก็ขอโทษกลับมา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการปรับความสัมพันธ์ หลังจากการขอโทษนั้นก็ทำให้การตกลงทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาอีกครั้ง และปูตินก็ประกาศยกเลิกการห้ามชาวรัสเซียเข้ามาท่องเที่ยวในตุรกี รวมถึงแผนการพบปะระหว่างรัฐมนตรีระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศก็กลับมามีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ขณะเดียวกันนั้น ตุรกียังขยายความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่คงความสัมพันธ์ที่ขยายตัวมากขึ้นกับภูมิภาคแอฟริกาในช่วงตุรกีมีความสัมพันธ์ห่างเหินกับรัสเซียเอาไว้ รวมถึงรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศบอลข่านและอิหร่านไว้

ฉะนั้นแล้ว ในแง่ยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ อาจกล่าวได้ว่า ตุรกีเริ่มหันกลับไปใช้แนวทางเดิมในการสร้างความสัมพันธ์เชิงรุกแบบสร้างสรรค์กับนานาประเทศอีกครั้ง แม้ว่าจะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ไม่พอใจกับแอรโดอาน ฝ่ายที่ไม่พอใจกับนโยบายแบบใหม่ ฝ่ายที่ไม่พอใจกับท่าทีของตุรกีที่ดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น ฝ่ายที่ไม่พอใจกับรัฐบาลแนวทางอิสลาม ฝ่ายที่ไม่พอใจกับการตอบโต้ด้วยความรุนแรงต่อชาวเคิร์ด หรือฝ่ายที่ไม่พอใจต่อการดำเนินนโยบายแบบระมัดระวังในกรณีดาอิชก็ตาม แต่ข้อท้าทายเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตุรกีจำเป็นต้องเผชิญแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ และตุรกีจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจกลับมา ไม่ว่าจะต่อประชาชนในประเทศเอง หรือนานาประเทศ ว่าตุรกีมีความสามารถเพียงพอที่จะก้าวข้ามข้อท้าทายเหล่านี้ หนึ่งในแนวทางประกาศความสามารถของตุรกีเอง ก็คือการเลื่อนการเปิดสะพานข้ามทวีปแห่งที่สามให้หลังจากเกิดเหตุการณ์สองวัน ซึ่งอาจสะท้อนสัญญะเล็กๆ ของศักยภาพตุรกีที่แม้เผชิญกับข้อท้าทายมากมายแต่ยังสามารถพัฒนาประเทศต่อไปได้นั่นเอง


หากประเมินแบบทั่วไปแล้ว ก็อาจมองได้ว่า ภายหลังจากนี้ ตุรกีอาจกลับเข้าสู่รูปแบบการดำเนินนโยบายลักษณะเดียวกับก่อนเกิดเหตุการณ์ท้าทายต่างๆ ซึ่งหมายรวมถึงการรื้อฟื้นกระบวนการสันติภาพต่อเคิร์ดขึ้นมาใหม่ เพื่อไม่ให้ตุรกีเผชิญกับศัตรูจากภายในเอง ขณะเดียวกันก็อาจเห็นแนวทางการดำเนินต่อดาอิชที่ชัดเจนขึ้น  รวมถึงการวางยุทธศาสตร์เรื่องผู้ลี้ภัยใหม่ที่เป็นระบบขึ้น อย่างไรก็ตามหากมีข้อท้าทายใหม่ๆ ในภูมิภาคโดยเฉพาะต่อเหตุการณ์ในซีเรีย ก็อาจส่งผลให้สถานะของตุรกีก็จะมีความเปราะบางเช่นนี้ต่อไปได้ แต่หากมองในเชิงเศรษฐกิจ จากความพยายามที่ผ่านมาและปรับความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าสำคัญแล้วนั้น ก็จะช่วยเสริมฐานเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งได้ ฉะนั้นแล้วการคาดการณ์ว่าบริบทของตุรกีจะเป็นเฉกเช่นเดียวกับประเทศตะวันออกกลางหลายๆ ประเทศนั้น อาจต้องมีปัจจัยเสริมที่มากกว่านี้ หากพิจารณาเพียงแค่สถานการณ์ปัจจุบันก็อาจกล่าวได้ว่า ยังคงยากที่จะไปสู่จุดเดียวกันนั้น 

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

เกิดอะไรขึ้นกับตุรกีในวันนี้ ?

ยาสมิน ซัตตาร์


หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตุรกีเกิดเหตุการณ์ระเบิดฆ่าตัวตายบ่อยครั้ง นับตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดในเมืองอังการ่าในเดือนตุลาคม ต่อมาก็บริเวณข้างๆ สุลต่านอะห์เม็ตในเดือนมกราคม ตามมาด้วยการระเบิดในเขตทหารที่อังการ่าในเดือนกุมภาพันธ์ และสองเหตุการณ์ล่าสุดในเดือนมีนาคม ไม่ว่าจะเป็นระเบิดในเมืองอังการ่าและไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ถัดมาก็เป็นเหตุระเบิดในบริเวณทักซิม เมืองอิสตันบูล เหตุการณ์ที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับตุรกีในวันนี้ ทำไมถึงมีเหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตุรกีกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงในรูปแบบใด แล้วตัวแสดงไหนบ้างที่เกี่ยวข้อง
หากสรุปในเบื้องต้น เหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ได้เป็นการกระทำจากกลุ่มเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มดาอิช และ กลุ่ม PKK ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธของชาวเคิร์ด อาจเรียกได้ว่าความรุนแรงระลอกใหม่นี้นับเป็นผลกระทบจากสงครามกลางเมืองที่ตุรกีได้รับอย่างแทบหลีกเลี่ยงได้ยาก  ฉะนั้นการทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องเห็นถึงที่มาที่ไปของความขัดแย้งของตุรกีกับทั้งสองส่วนก่อน  

ตุรกีกับดาอิช: ความขัดแย้งจากการเมืองที่ซับซ้อนในภูมิภาค
เนื่องด้วยการขยายอิทธิพลของดาอิช หรือ กลุ่มที่รู้จักกันในนามไอซิซ (the Islamic State of Iraq and al-Sham (ISIS)) ที่ขยายปฏิบัติการในพื้นที่ซีเรียและอิรัก และกลายเป็นตัวแสดงที่เป็นที่รู้จักกันในเวทีโลก ในฐานะกลุ่มก่อการร้ายที่มีปฏิบัติการที่โหดเหี้ยม และยังมีงบประมาณหนุนมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก ดาอิชค่อยๆ เติบโตขึ้นท่ามกลางสงครามกลางเมืองในซีเรียที่นับวันจะยิ่งรุนแรงและเหมือนจะหาทางยุติได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการที่มาจากรัฐบาลบัชชารของซีเรีย ที่สังหารประชาชนของตนเองไปเป็นจำนวนมาก บวกกับปฏิบัติการของดาอิช ขณะเดียวกัน ยังมีตัวแสดงมหาอำนาจอื่นๆ ที่เข้ามามีบทบาทในพื้นที่ ทำให้เหตุการณ์ยิ่งมีความซับซ้อนขึ้นไป สำหรับจุดยืนของตุรกีต่อดาอิช ในช่วงแรก แม้ว่าตุรกีจะไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนในเชิงปฏิบัติการ แต่ตุรกีนับเป็นประเทศแรกที่ยอมรับสถานะการเป็นผู้ก่อการร้ายสำหรับดาอิช ขณะเดียวกัน ตุรกีก็ยังเป็นประเทศที่ยอมรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในซีเรียให้เข้ามาในประเทศมากที่สุด
หลายคนอาจวิพากษ์ว่าตุรกีให้การสนับสนุนกลุ่มดาอิช ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างของรัสเซีย หรือนักวิเคราะห์จากตะวันตกหลายคน ที่เห็นว่า ตุรกีอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนการปฏิบัติการของดาอิช แต่หากมองในมุมของตุรกีแล้ว นักวิเคราะห์อีกหลายคน ระบุว่า เป็นไปได้ยากที่จะเหมารวมว่าจุดยืนของตุรกีนั้นสนับสนุนดาอิช แต่สิ่งที่ตุรกีทำคือ แสดงบทบาทที่ช้าไป เนื่องจากอาจมองว่าในเวลานั้นดาอิชเป็นกลุ่มที่สามารถรับมือกับกลุ่มเคิร์ดในอิรักและซีเรียได้ ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้ตุรกีเข้าไปเล่นในเกมส์ที่ตุรกีจะต้องเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้มากกว่า ชาติอื่นๆ ที่เข้าไปแสดงบทบาทในซีเรีย แต่เมื่อเหตุการณ์เริ่มที่จะกระทบต่อความมั่นคงของตุรกี ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เรื่องหลุมฝังศพสุไลมาน ชาห์ ที่เป็นอาณาเขตของตุรกีตามกฎหมายระหว่างประเทศ ตุรกีจึงเริ่มแสดงสัญญะในการส่งทหารเข้าไป ต่อมาเมื่อเกิดเหตุระเบิดในเมืองดิยาบาคึรและเมืองซูรุชในเขตชาวเคิร์ด ภายใต้อาณาเขตของตุรกี ทำให้ตุรกีจึงเริ่มปฏิบัติการตอบโต้อย่างจริงจังนับตั้งแต่การยินยอมให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพอากาศ İncirlik และ Diyarbakır และหลังจากโดนโจมตีจากดาอิชในเขตจังหวัด Kilis ทำให้ตุรกีเริ่มปฏิบัติการทางทหารต่อดาอิช และเริ่มจับกุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับดาอิชอย่างจริงจัง  
เนื่องจากตุรกีเป็นประเทศที่อยู่ติดกับพื้นที่นี้ จึงแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกลายเป็นพื้นที่ให้สมาชิกดาอิชใช้ในการเดินทางเข้าสู่ซีเรีย ทำให้ตุรกีกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของดาอิชได้เช่นกัน ดาอิชมีปฏิบัติการตอบโต้อีกหลายครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับชาวเคิร์ดที่เป็นหนึ่งในศัตรูของดาอิชด้วยเช่นกัน และขณะเดียวกันการเลือกพื้นที่เป้าหมายบางครั้งก็เป็นพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของตุรกีโดยรวม นอกจากนั้นในวารสารของดาอิชที่ชื่อว่า Konstantiniyye ก็ระบุว่าอิสตันบูลยังเป็นเป้าหมายที่ดาอิชต้องการจะขยายอาณาเขตการปกครอง เนื่องจากความสำคัญทางบริบททางประวัติศาสตร์และศาสนา และขณะเดียวกันยังโจมตีรัฐบาลตุรกีที่แม้ตะวันตกจะมองว่ามีแนวคิดแบบอิสลามิสต์แล้วนั้น ว่าเป็นกบฏต่อศาสนา
ในเดือนตุลาคม 2015 เกิดเหตุการณ์ระเบิดขณะที่มีการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องสันติภาพ ในอังการ่า โดยดาอิชรับว่าเป็นปฏิบัติการของดาอิช ต่อมาเหตุการณ์ที่สุลต่านอะห์เม็ต และ ล่าสุดที่ทักซิม ก็ล้วนเป็นปฏิบัติการที่มีความเชื่อมโยงกับดาอิช

ความขัดแย้งเติร์ก-เคิร์ด กับ ความรุนแรงระลอกใหม่
หากย้อนกลับไปมองในช่วงเวลามีนาคมปี 2013 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ที่ตรงกับช่วงเทศกาล Nevruz ซึ่งเป็นเทศกาลเข้าสู่ปีใหม่ของชาวเอเชียกลาง รวมถึงชาวเคิร์ดด้วยเช่นกัน ในปีนั้น Öcalan หัวหน้ากลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดได้ออกมาประกาศยุติการใช้กำลังและเริ่มเข้าสู่การพูดคุยสันติภาพ หากแต่คำประกาศในวันนั้น เดือนมีนาคมปี 2016 กลับกลายเป็นเพียงอดีตเท่านั้น
ความขัดแย้งระหว่างชาวเคิร์ดและชาวเติร์กนั้น เริ่มเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ช่วงสงครามเพื่อปลดตุรกีให้เป็นอิสระ เมื่อสามารถตั้งเป็นสาธารณรัฐตุรกีแล้วนั้น ในช่วงเวลาแรกกระบวนการสร้างชาติและการสร้างค่านิยมความเป็นเติร์ก ทำให้ความเป็นอื่นของประเทศถูกกดทับ รวมไปถึงความเป็นเคิร์ดด้วยเช่นกัน ด้วยความกดดันเช่นนี้และความหวังของการเป็นรัฐอิสระของชาวเคิร์ดที่ถูกแบ่งพื้นที่ซึ่งเดิมคาดว่าจะสร้างเป็นรัฐเคอร์ดิสถานออกไปเป็นส่วนหนึ่งในอิรัก ซีเรีย และตุรกี รวมถึงบางส่วนในอิหร่าน ก็ทำให้เป็นปัจจัยหนุนให้เกิดการก่อตั้งกลุ่มติดอาวุธ PKK หรือ Kurdistan Workers’ Party ขึ้นในปี 1978 แต่เริ่มเห็นปฏิบัติการที่เด่นชัดในปี 1984 และการโต้ตอบกันด้วยความรุนแรงระหว่างตุรกีและชาวเคิร์ดในครั้งแรกนั้นจบลงในปี 1999 แต่ก็กลับมาเกิดอีกครั้ง ในปี 2004 กระทั่งเริ่มรุนแรงขึ้นในปี 2011 จนรัฐบาลตุรกีสามารถจับกุม Öcalan ได้ในปี 2013 และมีการพูดคุยในทางลับต่อกันในช่วงระยะเวลาหนึ่งทำให้ในที่สุด Öcalan ประกาศยุติการใช้กำลังกับรัฐบาลตุรกี และหันมาเข้าสู่การพูดคุยสันติภาพ นับแต่นั้นกระบวนการสันติภาพจึงเริ่มต้นขึ้น และดูเหมือนว่าจะมีความหวังมากขึ้นกว่าทุกครั้ง เมื่อรัฐบาลตุรกีเปิดพื้นที่ให้กับชาวเคิร์ดมากขึ้นในหลายด้าน ภาษาเคิร์ดเริ่มสามารถกลับมาใช้ในพื้นที่สาธารณะได้อีกครั้ง สื่อและมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษาเคิร์ดก็เริ่มมีขึ้น
แต่ด้วยภาวะการเมืองระหว่างประเทศ ที่ตุรกีมีพื้นที่ติดกับประเทศสงครามหลายประเทศ โดยเฉพาะในอิรักและซีเรีย ทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นนำมาสู่ความรุนแรงระลอกใหม่อีกครั้ง ในเดือนตุลาคม 2014 เริ่มมีกระแสการประท้วงที่ตุรกีไม่เข้าช่วยเหลือชาวเคิร์ดใน Kobani ของซีเรีย ซึ่งนำไปสู่การประท้วงที่มีคนเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดก็มีเรื่อยมา โดยตลอดระยะเวลากลุ่มติดอาวุธ YPG ของชาวเคิร์ดในซีเรียและพรรคชาวเคิร์ด HDP ต่างก็อ้างว่ารัฐบาลยอมให้ดาอิชเข้าทำร้ายเคิร์ดใน Kobani
เหตุการณ์เริ่มมาถึงจุดตึงเครียดที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดในเมืองซูรูช ขณะที่มีการทำกิจกรรมของนักเคลื่อนไหวชาวเคิร์ด ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ต่อมาในช่วงปฏิบัติการทางอากาศเพื่อต้านไอซิซในซีเรียและ PKK ในอิรักตอนเหนือ (Şehit Yalçın Operasyonu) ก็กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ในเดือนกรกฎาคม 2015 PKK ยกเลิกการหยุดยิง และเริ่มต้นช่วงของการใช้ความรุนแรงระลอกใหม่ ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งต่อชีวิต และ เศรษฐกิจของพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยเหตุการณ์ส่วนใหญ่จะเกิดในบริเวณแถบพื้นที่ชาวเคิร์ด คือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบนี้ก็มีทั้งฝ่ายรัฐบาลตุรกีเองและฝ่ายกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด รวมถึงประชาชนทั่วไปด้วยเช่นกัน
เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย ขยายตัวเข้าสู่พื้นที่หลักอื่นของประเทศ เพื่อตอบโต้รัฐบาลด้วยเช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระเบิดในเขตพื้นที่กองทัพอังการ่าในเดือนกุมภาพันธ์ และในเดือนมีนาคม 2016 อังการ่าก็เผชิญกับระเบิดครั้งใหญ่อีกครั้ง เหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้กลุ่ม TAK (Kurdistan Freedom Hawks) ซึ่งเป็นปีกหนึ่งของกลุ่มติดอาวุธ PKK รับว่าเป็นปฏิบัติการของกลุ่มตน
แม้ว่าการเริ่มต้นการหยุดยิงครั้งใหม่นี้จะใช้ข้ออ้างของการที่รัฐบาลตุรกีใช้กำลังต่อเคิร์ดในอิรัก แต่การวิเคราะห์หลายฝ่ายก็เห็นว่า กลุ่ม PKK เห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะสามารถรวมอาณาเขตของเคอร์ดิสถานได้อีกครั้ง หลังจากที่กลุ่มติดอาวุธเคิร์ดในอิรักและซีเรียสามารถใช้โอกาสช่องว่างทางอำนาจในสงครามซีเรียเพื่อสถาปนาอำนาจของเคิร์ดในพื้นที่ได้สำเร็จ จึงทำให้มีความคิดที่จะนำเอาพื้นที่ส่วนใหญ่ของตนที่อยู่ในตุรกีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเคอร์ดิสถานนี้ให้ได้
ความรุนแรงระลอกใหม่ในครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลตุรกีถูกวิพากษ์จากหน่วยงานที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนอยู่หลายครั้งด้วยกัน ว่าการใช้ปฏิบัติการทางอาวุธนั้นส่งผลให้ประชาชนทั่วไปอาจได้รับผลกระทบด้วย ขณะเดียวกัน มีกลุ่มนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวชาวเคิร์ด ที่ไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลที่มีอุดมการณ์ต่างจากตน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายคิดแนวเสรีนิยมและแนวคิดนิยมฝ่ายซ้าย ก็ออกมาวิพากษ์การใช้กำลังของรัฐบาลด้วยเช่นกัน หลายคนระบุว่า การใช้กำลังของรัฐบาลเป็นผลจากการเสียคะแนนจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2015 ที่เสียงของพรรค HDP ซึ่งเป็นพรรคของชาวเคิร์ดนั้นได้รับเสียงจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตที่มีชาวเคิร์ดอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตามผลการเลือกตั้งครั้งนั้นก็ต้องเป็นอันโมฆะ เนื่องจากไม่สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จนทำให้นำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่เสียงของพรรค AK ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิมกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ในช่วงก่อนหน้าการเลือกตั้งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ความตึงเครียดประเด็นปัญหาเคิร์ดกลับมาอีกครั้ง ทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ของพรรค HDP กลายเป็นจุดที่ถูกมองว่าสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ  ขณะเดียวกัน การใช้กำลังเพื่อตอบโต้ของรัฐบาล หลายคนจึงมองว่าอาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่รัฐบาลต้องการได้เสียงจากกลุ่มชาตินิยมตุรกีด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับรัฐบาลตุรกี มีจุดยืนที่ชัดเจนต่อการใช้กำลังต่อกลุ่ม PKK เนื่องจากการใช้กำลังของ PKK หลายครั้งที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนส่วนมาก และสำหรับการเริ่มต้นการใช้กำลังในครั้งนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า PKK เป็นฝ่ายที่เริ่มการใช้กำลังก่อน ตลอดจนเป้าหมายของ PKK ก็เป็นไปแบบชัดเจนที่จะต้องการแบ่งแยกดินแดนเพื่อสร้างเคอร์ดิสถาน ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม ที่จะต้องรักษาความมั่นคงของชาติและรักษาเกียรติ ศักดิ์ศรี ของชาติไปพร้อมกัน ปฏิบัติการเพื่อตอบโต้จึงต้องมี แต่อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่ง พื้นที่ทางอัตลักษณ์ของชาวเคิร์ดที่ถูกเปิดไปก็ยังคงดำเนินต่อไป แต่การปราบปรามกลุ่มติดอาวุธก็จำเป็นต้องเป็นไปด้วยเช่นกัน

ความมั่นคงของตุรกีและภูมิภาควันนี้
แม้ว่าหากมองในการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปแล้ว ชาวตุรกียังคงใช้ชีวิตอย่างปกติ เพียงแต่หลีกเลี่ยงในการไปในสถานที่ที่ค่อนข้างเป็นที่คาดเดาได้ ในช่วงวันที่คาดเดาได้ ว่าจะเกิดเหตุการณ์ เนื่องจากพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์หลักๆ ก็มักจะเป็นพื้นที่ที่เกิดขึ้นซ้ำๆกัน แต่ภาวะความไม่มั่นใจก็ยังคงเกิดขึ้นกับประชาชนอยู่บ้าง จึงจำเป็นที่ตุรกีจะต้องหาแนวทางรับมือ
ไม่ว่าจะความขัดแย้งระหว่างดาอิชหรือ PKK ก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลมาจากการเมืองในภูมิภาคที่ทำให้ตุรกีเองแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีส่วนต่อเกมส์การเมืองสามเส้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับสองตัวแสดงนี้ ล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวข้องและส่งผลต่อกัน แม้ว่าสำหรับ PKK จะเป็นผลจากการเมืองในประเทศด้วยก็ตาม แต่ปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้กระบวนการสันติภาพล่าสุดสิ้นสุดลง ก็เป็นผลจากการเมืองในซีเรียและอิรักอย่างเห็นได้ชัด  
จึงนับได้ว่าปัจจุบัน ตุรกีจึงกำลังเผชิญกับความท้าทายความมั่นคงของประเทศที่มาจากตัวแสดงติดอาวุธถึงสองกลุ่มใหญ่ ซึ่งถือเป็นภาวะเสี่ยงที่ตุรกีจำเป็นต้องหาแนวทางรับมือและก้าวพ้นไปให้ได้ สำหรับปัญหา PKK เป็นการตกลงภายใน ที่จะต้องรีบหาทางให้กลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดยอมที่จะหันเข้าสู่กระบวนการเจรจาอีกครั้ง มิฉะนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อทั้งภาพลักษณ์ในด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประเทศและจะกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน และปัญหาดาอิช ก็นับได้ว่าเป็นปัญหาร่วมของโลก ที่ตัวแสดงหลักจำเป็นต้องหาทางร่วมมือกันเพื่อรับมืออย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเช่นนี้ จึงจะเห็นว่า ตุรกีเริ่มจะหันไปมีความสัมพันธ์กับอิหร่านมากขึ้น และหาแนวทางปรับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ที่เริ่มถอยออกมาจากสงครามกลางเมืองในซีเรีย รวมถึงยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับชาติอาหรับและสหภาพยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกา ด้วยเช่นกัน เนื่องจากการสร้างความสัมพันธ์ลักษณะนี้จะทำให้เป็นภูมิคุ้มกันความมั่นคงของประเทศได้มากขึ้น แม้ว่าตุรกีจะยังคงถูกตั้งคำถามกับหลายประการจากตะวันตกโดยเฉพาะ ในประเด็นที่รัฐบาลพรรคอัคที่มีแนวคิดเน้นแนวทางอิสลามเข้าปกครองต่อเนื่องยาวนาน 13 ปี   
ในภาวะเช่นนี้ ประกอบกับการถูกวิพากษ์ของรัฐบาลในประเด็นภายในอื่นๆ เอง จึงเป็นที่น่าติดตามว่า ตุรกีจะรับมืออย่างไร จะสามารถก้าวผ่านไปได้เหมือนที่ผ่านๆมาหรือไม่ เหตุการณ์ความไม่มั่นคงนี้จะกระทบต่อการพัฒนาและเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ ตุรกีจะสร้างความมั่นใจให้กลับมาสู่ประเทศได้อย่างไร แต่สิ่งที่สำคัญทีสุดที่อาจเป็นคำถามของเวทีโลกทุกประเทศคือ ในวันนี้ จะทำอย่างไรก็ปัญหาสงครามกลางเมืองในซีเรีย ที่เป็นเหตุของปัญหาที่กระทบไปในหลายประเทศแล้ว


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การเลือกตั้งครั้งใหม่ของตุรกี กับชัยชนะอีกครั้งของ AK Party

ยาสมิน ซัตตาร์

ผลการเลือกตั้งครั้งใหม่ของตุรกีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ปรากฏว่า ชัยชนะของพรรคยุติธรรมพัฒนาหรือพรรคอัคก็กลับมาได้ชัยชนะด้วยเสียงจำนวนมากเกิดความคาดหมายอีกครั้งด้วยจำนวน 316 ที่นั่ง คิดเป็น 49.41% (จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการหลังจากนับผลไปแล้วประมาณ 99%)  หลังจากที่ได้เสียหลักไปเมื่อการเลือกตั้งในวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับเสียง  258 เสียง ส่งผลให้พรรคอัคไม่สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ โดยที่การตั้งพรรครัฐบาลเดียวจะต้องได้รับเสียงอย่างน้อย 276 เสียงขึ้นไป



หัวหน้าพรรคอัคได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลชั่วคราวจากประธานาธิบดี และตามกฎหมายจะต้องจัดตั้งรัฐบาลหลังจากเลือกตั้ง 45 วัน จึงได้มีการเจรจาต่อรองกับพรรคอีกสามพรรคใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น CHP MHP หรือ HDP แต่ผลของการเจรจาก็ไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงในการร่วมกันตั้งรัฐบาลผสมได้ แม้ว่าในเชิงหลักการแล้วการมีรัฐบาลหลายพรรคจะมีแนวโน้มทำให้เกิดสภาวะของการคานอำนาจและมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่เนื่องจากอุดมการณ์ที่ต่างกันมากของทุกพรรคในตุรกีและประสบการณ์ที่ไม่มั่นคงในช่วงรัฐบาลหลายพรรคก็ไม่สามารถทำให้การตั้งรัฐบาลเป็นจริงได้   ภายหลังจากนั้นประธานาธิบดีแอรโดอานก็ประกาศตัดสินใจว่ากำหนดการเลือกตั้งใหม่  ซึ่งก็ได้กำหนดเป็นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งนับได้ว่าเป็นการเรียกร้องการเลือกตั้งใหม่ครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์การเมืองแบบหลายพรรคของตุรกี
แม้ว่าการเลือกตั้งใหม่จะเป็นที่ถกเถียงไม่น้อยว่าแอรโดอานดูเหมือนว่าใช้อำนาจของประธานาธิบดีในการตัดสินใจที่ไม่ได้สอดคล้องกับเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญที่น่าจะใช้วิธีการเชิญหัวหน้าพรรค CHP มาร่วมพรรครัฐบาลและเร่งรีบให้มีการเลือกตั้งใหม่เกินไปก็ตาม แต่การเลือกตั้งใหม่ก็เป็นตัวเลือกแรกๆในการเป็นทางออกทางการเมืองของตุรกีนับตั้งแต่หลังจากผลการเลือกตั้งออกมา 
ผลการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ทำให้พรรคอัคสามารถครองอำนาจเป็นรัฐบาลพรรคเดียวอีกครั้ง เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกันเป็นเวลา 13 ปี ในขณะที่การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ เสียงของ พรรค MHP และพรรค HDP ได้ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอยู่พอควร  ส่วนพรรคฝ่ายค้านหลักจาก CHP ก็ได้รับเสียงเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ คือ จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่คาดการณ์กันไว้ว่าจะลดลง เนื่องจากประชาชนอาจรู้สึกเบื่อกับการเลือกตั้ง ผลกลับชี้ให้เห็นว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ที่ 85.46% (จำนวนจากผลอย่างไม่เป็นทางการ 99%) ซึ่งเพิ่มมาจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนมิถุนายนที่มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่ที่ 83.92%






ก่อนจะมาถึงการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน

ในช่วงเวลาก่อนที่จะมาสู่การเลือกตั้งในครั้งนี้ มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมายที่น่าจะเป็นปัจจัยต่อผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการไม่เข้าร่วมในการเลือกตั้งของบางพรรคการเมืองเล็กๆ ที่มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเกมส์ที่ประธานาธิบดีแอรโดอานวางเอาไว้
การปรับเปลี่ยนท่าทีของพรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคอัคที่นำเอาผู้สมัครน้ำดีของพรรคที่ไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ในครั้งที่แล้วกลับมาอีกครั้ง นำเอาตัวแทนพรรคที่มีประวัติไม่ดีออก และยังได้ตัวแทนจากพรรค MHP ซึ่งเป็นลูกชายของผู้ก่อตั้งพรรค MHP เองย้ายเข้ามาอยู่ในพรรคอีกด้วย นอกจากนั้นยังเพิ่มฐานเสียงจากสายอิสลามิสต์ในประเทศ ที่เป็นสายของพรรค SAADET บางส่วนให้มาสู่พรรคอัคให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ใช้นโยบายที่เน้นประชาชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการว่างงาน ฟรีอินเตอร์เนตสำหรับเยาวชน ให้สถานะทางกฎหมายกับชาวอลาวี หรือการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เป็นต้น (พรรคอัคใช้สโลแกน “Haydi Bismillah” (Come on, Bismillah) ในช่วงแรก รวมไปถึงเพลงของการหาเสียง แต่ถูกแบนเนื่องจากเป็นสโลแกนที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ขัดกับความเป็นรัฐเซคิวล่าร์ของสาธารณรัฐตุรกี) ขณะที่พรรค CHP ก็มีการปรับนโยบายที่เน้นกลุ่มเยาวชนมากขึ้น เช่นเดียวกับพรรคอัค เนื่องจากการเลือกตั้งในครั้งก่อนทั้งสองพรรคไม่ได้รับเสียงจากกลุ่มเยาวชนมากนัก
สิ่งที่เป็นประเด็นน่าสนใจอีกประการ คือ ในช่วงระหว่างการเลือกตั้งครั้งก่อนถึงครั้งนี้ ปรากฏว่า ตุรกีได้เผชิญกับเหตุการณ์รุนแรง ถึงสองครั้งใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระเบิดที่เมืองซูรุช ซึ่งภายหลังจากนั้น รัฐบาลก็ใช้เป็นเหตุผลในการอ้างความชอบธรรมในการใช้กำลังจัดการกับทั้งกลุ่มไอซิซและกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด PKK ที่คาดว่าเป็นผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ และภายหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ระเบิดที่เมืองอังการ่าซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากเป็นประวัติการณ์ ความไม่มั่นคงภายในนี้เองที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของพรรคชาวเคิร์ดลงลง รวมไปถึงความต้องการของประชาชนในเกิดความมั่นคงทางการเมืองเพื่อรักษาความปลอดภัยภายในเอาไว้มากขึ้น 
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่าทีของรัฐบาลที่แข็งกร้าวขึ้นต่อกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด ที่รัฐบาลเปลี่ยนจากการพูดคุย เป็นการจับกุม กวาดล้างผู้ที่เป็นสมาชิก แน่นอนว่าเพื่อหวังที่จะได้รับเสียงมากขึ้นจากกลุ่มชาตินิยมเติร์กที่ไม่พอใจและหันไปลงคะแนนให้กับพรรค MHP และการเพิ่มจำนวนเสียงของพรรค HDP ซึ่งเป็นพรรคชาวเคิร์ด ก็ส่งผลให้รัฐบาลเปลี่ยนมาตรการกับพื้นที่ รวมไปถึงการออกเคอร์ฟิวในเมือง Cizre  ภายหลังจากการเลือกตั้งไม่นาน ขณะเดียวกัน ท่าทีสนับสนุนของกลุ่มติดอาวุธ PKK ของพรรค HDP ก็ยังคงปรากฏในหลายครั้ง แม้ว่าจะมีการออกมาปฏิเสธและเรียกร้องให้มีการดำเนินกระบวนการสันติภาพต่อไป และให้ PKK วางอาวุธ
ขณะเดียวกันก็มีประเด็นที่รัฐบาลควบคุมเสรีภาพของสื่อหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามากขึ้น ก็ส่งผลให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์จากต่างประเทศจำนวนไม่น้อย ความน่าเชื่อถือที่ลดลงของกลุ่มกุลเลนก็เป็นอีกปัจจัยทีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในผลการเลือกตั้งครั้งนี้ 
อย่างไรก็ตาม สภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่น้อยทีเดียว 

ชัยชนะกับข้อท้าทาย

แน่นอนว่าชัยขนะครั้งนี้ได้สะท้อนความต้องการของประชาชนที่อยากจะเห็นความเสถียรภาพทางการเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศต่อไปเป็นหลัก และไม่ต้องการให้มีการแทรกแซงของทหารเข้ามาสู่การเมืองดังเช่นประสบการณ์ในอดีตที่เคยมีการตั้งรัฐบาลผสมขึ้นแล้วเป็นช่องโหว่ของสังคมที่ขัดแย้งให้ทหารเข้ามาแสดงบทบาท ขณะเดียวกันก็เห็นถึงแนวโน้มของการปรับการเดินเกมส์ของพรรคอัคให้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ไม่ผลีผลามในการเสนอในสิ่งที่สังคมตุรกีอาจจะยังไม่พร้อมทีจะรับ รวมไปถึงยังสะท้อนให้พรรค HDP ได้เห็นว่าไม่ว่าอย่างไรหากเคิร์ดยังคงใช้ความรุนแรง ชาวตุรกีก็จะไม่สนับสนุน  
อย่างไรก็ตามชัยชนะของพรรคอัคในครั้งนี้มีแนวโน้มที่อาจจะนำไปสู่ข้อท้าทายที่ต้องเผชิญอยู่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อวิพากษ์ต่อการอยู่ต่อเนื่องยาวนานในอำนาจที่อาจนำไปสู่การใช้อำนาจเชิงเผด็จการ หรือความพยายามของประธานาธิบดีแอรโดอานในการเล่นเกมส์ทางการเมืองที่จะให้ได้อำนาจต่อไป ตลอดจนแรงกดดันจากข้อวิพากษ์จากตะวันตกที่แน่นอนว่าจะต้องนำไปสู่จุดที่กล่าวถึง ความเผด็จการของพรรคอัคที่มากขึ้น แม้จะเป็นอำนาจที่มาจากผลการเลือกตั้ง แต่ด้วยกับแนวคิดหลักของพรรคที่ถูกให้คำจัดความว่าเป็นพรรคอิสลามมิสต์ ก็ยังคงเป็นที่จับตามองและถูกวิพากษ์ต่อไป
ขณะเดียวกันก็อาจต้องพิจารณาถึงนโยบายต่อกระบวนการสันติภาพเติร์ก-เคิร์ดและกลุ่มติดอาวุธ PKK ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้หันมาใช้วิธีการปราบปรามแทนการใช้การพูดคุย จนทำให้เสียงจากชาวตุรกีชาตินิยมหันกลับมามากขึ้น โดยพิจารณาจากเสียงที่ลดลงของพรรค MHP นโยบายต่อกระบวนการสันติภาพนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และแนวทางของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดก็อาจต้องพิจารณาถึงความคุ้มได้คุ้มเสียในการยังคงใช้อาวุธต่อไปในบริบททางการเมืองเช่นนี้ เนื่องจากหลายครั้งที่พรรค HDP ไม่มีจุดยืนในการต่อต้านการใช้ความรุนแรงของกลุ่ม PKK ในช่วงก่อนการเลือกตั้งก็อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เสียงของ HDP ลดลงไปในครั้งนี้
การเผชิญหน้ากับไอซิซ ที่ตุรกีกำลังใช้นโยบายทางทหารในการตอบโต้ ก็เป็นอีกข้อท้าทายสำหรับการตัดสินใจต่อไปข้างหน้าของพรรคอัคเช่นเดียวกัน ว่าจะยังคงร่วมมือต่อไปหรือไม่ รวมไปถึงประเด็นการจัดการต่อปัญหาผู้ลี้ภัยซีเรีย ที่ยุโรปได้สนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่งพร้อมกับให้ตุรกีเป็นผู้นำในการจัดการกับปัญหา 
เศรษฐกิจที่ถดถอยในช่วงที่ผ่านมา เพราะความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในและภายนอกประเทศ ก็เป็นอีกข้อท้าทายสำคัญต่อการพิสูจน์ตัวเองต่อไปในอำนาจของพรรคอัคว่าจะทำให้ตุรกีฟื้นฟูจากสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งนี้ได้หรือไม่
เหล่านี้ล้วนยังคงเป็นข้อท้าทายส่วนหนึ่งที่ของรัฐบาลใหม่ตุรกีชุดนี้ที่จะต้องเผชิญต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้านี้ และสิ่งที่น่าสนใจที่ต้องติดตามต่อไปว่าพรรคอัคจะใช้นโยบายอะไรในการเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้ 

แต่แน่นอนว่าชัยชนะครั้งนี้ก็เป็นข่าวดีสำหรับใครหลายคนพอสมควร ไม่ว่าจะกลุ่มอิสลามิสต์ในประเทศหรือกลุ่มประเทศอื่นๆที่ตุรกีเข้าไปมีบทบาท และการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ทำให้อิสลามการเมืองของตุรกียังคงก้าวเดินต่อไป 


วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บทสะท้อนต่อกรณีผู้ต้องสงสัยคดีระเบิดกับความสัมพันธ์ไทย-ตุรกี


หลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 58 ที่ผ่านมา ก็มีกระแสที่ออกมาและพยายามเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยให้เกี่ยวโยงกับ ตุรกี นับตั้งแต่การพาดหัวข่าวว่า “แขกขาว” หรือ แม้แต่การเจาะจงว่าเป็น “ชาวตุรกี” เอง โดยที่อ้างว่าเนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับการส่งตัวชาวอุยกูร จำนวน 109 คน ไปจีน กระทั่งมีนักวิชาการไทยหลายท่านที่ออกมาคัดค้าน และมองว่าไม่น่าจะมีส่วนเชื่อมโยงต่อชาวอุยกูร และสิ่งที่สื่อยังขาดความเข้าใจคือ ความต่างของชาวตุรกี กับ ชาวอุยกุร (ซึ่งผู้เขียนได้เขียนไว้คร่าวๆ ในบทความครั้งก่อนหน้านี้แล้ว) แล้วสื่อความออกไปให้เป็นที่เข้าใจว่า ชาวตุรกีอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์
ต่อมาทางสถานทูตตุรกีในไทยได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์และย้ำจุดยืนในการต่อต้านการก่อการร้ายที่ชัดเจนของตุรกี ประกอบกับพร้อมให้ความช่วยเหลือในการจับกุมหากเป็นชาวตุรกีจริง
หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 58 ก็ปรากฏข่าวว่าได้จับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ไว้ได้แล้ว ก่อนหน้าที่จะมีการระบุชนชาติแน่ชัด ข่าวบางสื่อก็ได้ระบุไปชัดว่าเป็นชาวตุรกี ซึ่งต่อมาก็ปรากฏรายละเอียดของข่าวมากขึ้นว่าได้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย พร้อมกับเครื่องมือประกอบระเบิด รวมถึงหนังสือเดินทางจำนวนหนึ่ง และเมื่อตรวจสอบหนังสือเดินทางของชาวต่างชาติที่ถูกจับกุม ก็พบว่าเป็นหนังสือเดินทางที่อ้างว่าเป็นของตุรกี แต่มีจุดที่ผิดไม่ว่าจะเป็นสถานที่เกิด ที่สะกดชื่อเมืองผิด ไปจนถึงการแปลคำว่าวันที่ออกหนังสือเดินทางในภาษาอังกฤษผิด จึงได้ข้อสรุปว่าเป็นหนังสือเดินทางปลอม นอกจากนั้นก็ยังพบหนังสือเดินทางอีกหลายเล่มในห้องด้วยเช่นกัน
ในกรณีนี้ ทางการตุรกีได้แจ้งผ่านสำนักข่าว Anadolu Agency ว่าได้แจ้งเรื่องต่อทางการไทยในความประสงค์ที่จะดำเนินการเรื่องการใช้หนังสือเดินทางปลอมของตุรกีแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ซึ่งได้มีการประกาศออกไปว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชาวตุรกี โดยที่ยังไม่มีหลักฐานนั้น สำนักข่าวเดียวกันข้างต้นได้รายงานว่าจากแหล่งข่าวทางการทูตตุรกีได้ระบุว่า ภายหลังจากความพยายามในการใช้ช่องทางทางการทูตเพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้รับการตอบรับใดๆ ซึ่งก็ได้พยายามในการเรียกร้องความช่วยเหลือจากตำรวจสากลในการเข้าถึงการตรวจสอบครั้งนี้
ในวันที่ 30 สิงหาคม 58 ก็ปรากฏข่าวจากทางตำรวจไทยว่า น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับลักลอบเข้าประเทศ ที่ทำกันเป็นเครือข่าย มากกว่าการก่อการร้ายสากล และการวิพากษ์อีกหลายฝ่ายก็เห็นว่าอาจเป็นประเด็นการเมืองภายในเองก็อาจเป็นไปได้
สิ่งที่ไทยกำลังถูกตั้งคำถามคือการปล่อยภาพที่เป็นภาพผู้ต้องสงสัย ซึ่งโดยหลักการแล้วจะต้องเป็นที่ปกปิด ตลอดจนการเปิดเผยหนังสือเดินทางนั้นก็มีการอ้างว่าเป็นภาพที่มาจากโพสหนึ่งในบล็อคที่สหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2013
สิ่งที่น่าสนใจจากกรณีนี้ คือ
1. ในเบื้องต้น ตามหลักการระหว่างประเทศโดยทั่วไปแล้วจำเป็นต้องอยู่บนสมมติฐานที่มีความบริสุทธิ์ก่อน มากกว่าจะตัดสินตั้งแต่ต้นโดยที่ยังไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยันประกอบ ซึ่งหากมีการตัดสินโดยปราศจากหลักฐานและปรากฏว่าผลที่ออกมาไม่ใช่แล้ว ก็อาจส่งผลต่อความขัดแย้งระหว่างประเทศได้
2. การรายงานข่าวที่ไม่ระมัดระวัง อาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ไม่น้อย จะเห็นได้จากข่าวของสำนักข่าวตุรกี ที่สะท้อนให้เห็นว่า มีความไม่พอใจต่อสำนักข่าวบางสำนักที่มีการตัดสินก่อนแล้ว และไม่ระมัดระวัง ในขณะที่ข่าวของสำนักข่าวตุรกีเองนั้น จะเห็นได้ว่ามีการแก้ไขเนื้อหาของข่าวเมื่อได้รับผลจากสำนักงานตำรวจไทย และมีความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวมากขึ้น ขณะเดียวกัน การเผยแพร่ภาพของผู้ต้องสงสัยก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนเช่นกัน จึงเกิดเป็นข้อวิพากษ์ในวงกว้างต่อประเด็นนี้
3. สังคมไทยยังเข้าใจตุรกีอยู่น้อย และอาจถึงขั้นมีภาพลักษณ์ในแง่ลบต่อประเทศนี้ จึงทำให้เชื่อในข่าวได้อย่างง่าย และยังตั้งคำถามน้อย ในขณะเดียวกันสังคมตุรกีก็ยังเข้าใจไทยน้อย และไทยเองก็อาจมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักต่อตุรกีในช่วงหลังนี้ จึงทำให้การทำความเข้าใจร่วมกันในประเด็น เช่น ปัญหาของชาวอุยกูร ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือต่อกัน ยังต้องทำความเข้าใจต่อกันอีกค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้แม้จะทำให้เกิดความหมองใจอยู่บ้าง แต่ก็อาจมองว่ายังไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยและตุรกีมากนัก อาจด้วยกับตุรกีเองก็ยังคงเน้นไปที่การจัดการปัญหาการเมืองภายในและประเทศเพื่อนบ้านอยู่ หรือไทยเองก็ปรับตัวต่อเหตุการณ์ค่อนข้างเร็ว จากการที่หลายช่องทางหันมาใช้คำว่า ต่างชาติที่ไม่ระบุสัญชาติแทน แต่ก็ยังจำเป็นที่จะต้องติดตามต่อไปว่า จากผู้ต้องสงสัยนี้จะกลายเป็นผู้ต้องหาหรือไม่? และจะเป็นผู้ต้องหา “จริง” หรือเป็นเพียงแค่การจัดฉากขึ้นมา ก็ต้องอาศัยข้อมูลอีกหลายอย่างประกอบต่อไป

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ความขัดแย้งตุรกี-ไอซิส: กรกฎาคม 2015 กับภาวะตึงเครียด ณ ชายแดน


ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประกาศก่อตั้ง Islamic State of Iraq and Greater Syria หรือ ISIS  ขึ้นมา ก็มีข้อสงสัยมากมายจากหลายฝ่ายต่อองค์กรนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นชัดคือ การปฏิบัติการที่สร้างความกลัวให้เกิดทั่วโลก ด้วยการยกเอาศาสนามาเป็นข้ออ้างในการก่อความรุนแรง ซึ่งก่อนหน้านี้มีหลายฝ่ายพยายามเชื่อมโยงว่าตุรกีมีความสัมพันธ์ที่ดีและอาจช่วยเหลือกลุ่มไอซิส เนื่องจากเห็นว่าตุรกีแสดงจุดยืนคัดค้านบัชชารและให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ชาวซีเรียที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มของบัชชารมาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าข้อกล่าวหานี้ได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาลตุรกีในการแสดงจุดยืนต่อต้านการก่อการร้ายทุกรูปแบบเสมอมา แม้ว่ามีข้อมูลที่ชัดเจนสิ่งหนึ่งว่า ตุรกีเป็นจุดเชื่อมต่อของผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าสู่ซีเรียเพื่อร่วมกับไอซิซ  อย่างไรก็ดี ด้วยกับภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ใกล้เคียงทำให้หากปฏิบัติการใดลงไปแล้วก็จะเกิดความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี หรือ การเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรง การดำเนินนโยบายของตุรกีต่อไอซิสนั้นจึงต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง  ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลตุรกีเองก็เริ่มมีนโยบายในการต่อต้านไอซิสชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการปิดเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับไอซิสทั้งหมด ขณะเดียวกันไอซิสเองก็โจมตีรัฐบาลตุรกี ผ่านสื่อนิตยสารของกลุ่ม โดยระบุว่ารัฐบาลตุรกีนั้นให้ความช่วยเหลือกับเคิร์ดและมีแนวทางในแบบตะวันตก
แม้ว่าตลอดช่วงเวลาที่เกิดความไม่สงบในซีเรียก็มีความตึงเครียดกัน ณ บริเวณชายแดนอยู่ตลอดมา แต่เหตุการณ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในกรณีสุสานสุไลมานชาห์ นับเป็นครั้งแรกที่ตุรกีเริ่มแสดงทีท่าอย่างชัดเจนในการต้านไอซิส เมื่อสุสานที่มีธงชาติตุรกีปักอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่อาณาเขตหนึ่งของตุรกีที่อยู่ในพื้นที่ซีเรีย ได้มีความเสี่ยงต่อการคุกคาม ทำให้ตุรกีตัดสินใจเคลื่อนทหารเข้าไปปฏิบัติการเคลื่อนย้ายสุสานนี้ออกมาให้อยู่ใกล้กับเขตแดนของตุรกีมากขึ้นเพื่อความสะดวกต่อการดูแล
ความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้มีตัวแสดงสำคัญอีกหนึ่งกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ก็คือ ชาวเคิร์ด ซึ่งชาวเคิร์ดในเมืองโคบานี่ของซีเรีย ได้ปฏิบัติการทางทหารและยึดพื้นที่ปกครองกับกลุ่มไอซิส นับตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา ในหลายครั้ง กระทั่งทำให้เคิร์ดในตุรกีเองก็เรียกร้องให้รัฐบาลตุรกีสนับสนุนเคิร์ดในโคบานี่ในการต่อสู้กับไอซิส ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการสร้างความเชื่อมั่นของเคิร์ดต่อความจริงใจของรัฐบาลตุรกีในกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินไประหว่างตุรกี กับกลุ่ม PKK ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธเคิร์ดในตุรกี อย่างไรก็ดี ตุรกีเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่ชัดนักในช่วงเวลานั้น

การปะทุของความขัดแย้งกรกฎาคม 2015
ความขัดแย้งกรกฎาคม 2015 นี้เกิดขึ้นที่เมือง Suruç ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตแดนตุรกี-ซีเรีย ในระหว่างการรวมตัวกันประท้วงของกลุ่มชาวเคิร์ดและกลุ่มฝ่ายซ้าย ที่ Amara Cultural Park ก็มีการระเบิดฆ่าตัวตายขึ้น ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน และมีผู้บาดเจ็บกว่า 100 คน ต่อมาทางการตุรกีได้ระบุผู้ที่ก่อการว่าเป็นชาวเคิร์ดคนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับไอซิส ชื่อว่า Seyh Abdurrahman Alagoz


หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ ชาวเคิร์ดทั่วประเทศไม่พอใจและออกมาประท้วงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดก็ได้ฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวตุรกีสองคน เพื่อเป็นการล้างแค้นในกรณี ซึ่งชาวเคิร์ดมองว่าเป็นเพราะความผิดของรัฐบาลที่ไม่ยอมช่วยเหลือชาวเคิร์ดในโคบานี่เพื่อต่อต้านไอซิส ขณะเดียวกัน พรรค HDP ซึ่งได้รับเสียงจากชาวเคิร์ดในการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการบางอย่างต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าหลังจากเหตุการณ์ ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประณามการก่อการร้ายครั้งนี้ทันที
ขณะเดียวกัน ในบริเวณชายแดนก็เกิดความตึงเครียดมากยิ่งขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารตุรกีหนึ่งคนได้เสียชีวิต และอีกสองคนได้รับบาดเจ็บระหว่างการปะทะกันในเมือง Kilis ของซีเรีย



หลังจากนั้น มีข่าวที่ระบุถึงการเจรจากันระหว่างโอบามาและประธานาธิบดีแอรโดก์อาน สืบเนื่องจาก ข้อเสนอในการใช้พื้นที่ของตุรกีเป็นฐานทัพทางอากาศในการส่งกองกำลังเข้าไปปราบปรามไอซิสสหรัฐฯมองว่าเป็นภัยคุกคามโลก อย่างไรก็ตามตุรกีได้ไม่ให้คำตอบใดๆ ในระยะเวลาที่ผ่านมา จนในครั้งนี้ ตุรกีได้ยอมที่จะให้ฐานทัพบริเวณ Incırlık ให้แก่สหรัฐฯ หากจะใช้ปฏิบัติการหากแต่ต้องให้ตุรกีได้รับรู้และมีสิทธิคัดค้านในปฏิบัติการ



ในส่วนของตุรกีเอง ได้แสดงท่าที่คัดค้านที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุที่ต้องการหยุดกระแสความโกรธของชาวเคิร์ด หรือ การปฏิบัติการเพื่อหยุดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตุรกี เอง ทางรัฐบาลตุรกีได้ออกปฏิบัติการจับกุมผู้ที่มีหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย 251 คน ไม่ว่าเป็นกลุ่ม ISIS กลุ่ม PKK (the Kurdistan Workers Party) และกลุ่ม DHPK-C (the Revolutionary People's Liberation Party-Front) ที่กระจายไปทั่วทั้งตุรกี ขณะเดียวกันก็ได้ปฏิบัติการทางอากาศจากฐานทัพอากาศ Dıyarbakır ไปสู่ซีเรีย ซึ่งส่งผลให้มีสมาชิกไอซิสเสียชีวิตอย่างน้อย 35 คน

สิ่งที่น่าสนใจของเหตุการณ์ครั้งนี้

สิ่งที่น่าสนใจจากกรณี คือ ท่าทีของตุรกีที่แข็งกร้าวขึ้นต่อไอซิส และการยินยอมให้สหรัฐ เข้ามาในครั้งนี้จะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศตุรกีในฐานะประเทศที่กำลังก้าวเป็นผู้นำของประเทศมุสลิมต้องสั่นคลอนหรือไม่ อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์บนฐานการมองแบบสัจจนิยมแบบใหม่แล้ว การปฏิบัติการของตุรกีต่อไอซิสเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ว่าจะต้องเกิดขึ้น เนื่องจากอยู่ในเขตชายแดนใกล้เคียงและถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ การยอมให้สหรัฐฯเข้ามาก็ถือได้ว่าหาผู้ปฏิบัติการร่วม ที่ตุรกีเองก็ไม่ต้องการจะติดอยู่กับสงครามนี้นานจนเกินไปและต้องสูญเสียกำลังทางทหารของตนเองมากเกินไป แม้ว่าหากพิจารณาถึงศักยภาพทางทหารที่ตุรกีติดอยู่ในอันดับที่ ของโลกแล้วก็สามารถดำเนินการได้เอง ขณะเดียวกันในปฏิบัติการครั้งนี้ก็อาจเป็นการแสดงจุดยืนทางภาพลักษณ์ที่ตุรกีถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนกลุ่มไอซิส ตลอดจนแสดงความจริงใจของชาวเคิร์ดในฐานะที่เป็นพลเมืองของรัฐเช่นเดียวกันซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อกระบวนการสันติภาพเติร์ก-เคิร์ด แม้ว่าการจับกุมกลุ่ม PKK ก็อาจส่งผลต่อความไม่พอใจได้ แต่เพื่อระงับความรุนแรงภายในที่เกิดขึ้นและมีความเสี่ยงจะเกิดขึ้นจึงต้องจับกุมกลุ่มติดอาวุธในทุกฝ่ายในประเทศอย่างเท่าเทียม ตลอดจนเพื่อคุมอำนาจของกลุ่ม PKK ที่เริ่มกลับมาใช้กำลังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงศักยภาพทางทหารของตุรกีเองให้กับอิหร่านที่เริ่มมีอิทธิพลในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปก็คือ ท่าทีของกลุ่มติดอาวุธต่างๆ โดยเฉพาะ PKK และ ไอซิส ที่จะมีต่อตุรกีหลังจากนี้ รวมไปถึงท่าทีของสหรัฐฯ ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อกรณีไอซิสนี้อย่างไร




วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ตุรกี-จีน-ไทย กับประเด็นปัญหาอุยกูร์เติร์ก



ในช่วงนี้ อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ทำให้หลายฝ่ายให้ความสนใจกับประเด็นอุยกูร์เติร์กในไทยหลังจากที่เงียบหายไปนับตั้งแต่หนึ่งปีที่ผ่านมา เมื่อได้พบกลุ่มชาวอุยกูร์เติร์กจำนวนหนึ่งอยู่ในป่า และกลุ่มเหล่านี้ก็ได้ถูกกักกันตัว เพื่อพิสูจน์สัญชาติ ที่พวกเขาต่างอ้างว่าเป็นชาวตุรกี

หากตั้งคำถามเบื้องต้นที่หลายคนสงสัย ก็คงจะเป็นอุยกูร์เติร์กนี่คือใครกัน?
ชาวอุยกูร์เติร์ก เป็นมุสลิมเชื้อสายเติร์ก ซึ่งยังคงรักษาวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับชาวตุรกีในปัจจุบัน หากแต่ว่าชาวอุยกูร์เติร์กนี้ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ซินเจียงของจีน ที่ซึ่งพวกเขาเองเรียกว่าเป็น เตอร์กิสถานตะวันออก ด้วยความต่างที่มี แต่ถูกผนวกรวมเข้ากับจีน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวอุยกูร์เติร์กกับจีนจึงเกิดขึ้นเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้ามาปกครองประเทศ และใช้นโยบายผสมกลมกลืน รวมถึงกดทับ อัตลักษณ์เดิมที่มีความต่างจากจีนโดยทั่วไปเป็นทุนเดิมของชาวอุยกูร์เติร์ก โดยพยายามที่จะยัดเหยียดความเป็นจีนให้กับคนเหล่านี้ และปิดกั้นเสรีภาพในเรื่องการประกอบศาสนกิจ ภายใต้แรงกดเช่นนี้ จึงทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวที่ต้องการปลดแอกพื้นที่นี้ให้เป็นอิสระเริ่มมีจำนวนที่มากขึ้นและเห็นชัด จนเกิดการปะทะกันเป็นความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งที่เป็นความรุนแรงเด่นชัด คือ ในปี 2009 ก็เกิดการปะทะครั้งใหญ่ขึ้นที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และถือเป็นจุดเริ่มต้นความรุนแรงระลอกใหม่ที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน[1] ขณะเดียวกันนับตั้งแต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ 9-11 ขึ้นก็ทำให้มีการอ้างว่ากลุ่มเคลื่อนไหวชาวอุยกูร์เติร์กในจีนนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับอัลกออิดะหฺ จนทำให้เกิดกระแสความหวาดกลัวเพิ่มขึ้นแก่สังคมจีน



ด้วยภาวะเช่นนี้ โดยเฉพาะการถูกห้ามจากการประกอบศาสนกิจ ทำให้ชาวอุยกูร์เติร์กหลายคนเริ่มแสวงหาที่พักพิงแห่งใหม่ให้กับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นปากีสถานที่เป็นประเทศใกล้เคียง รวมไปถึงประเทศในแทบเอเชียกลาง หรือ ตะวันออกกลาง แน่นอนว่าประเทศหนึ่งที่เป็นเป้าหมายก็คือ ตุรกี ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่ชาวอุยกูร์เติร์กได้ย้ายถิ่นไปนับตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งตุรกีได้ส่งเครื่องบินไปรับชาวอุยกูร์เติร์กมาจากอัฟกานิสถานที่พวกเขาเดินเท้าอพยพออกมา จำนวนกว่า 200 คน แม้ว่าก่อนหน้านี้ในช่วงปี 1933-34 ตุรกีจะรับ Isa Yusuf Alptekin หัวหน้าของเตอร์กิสถานที่อพยพเข้ามาก่อนแล้ว นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการอพยพของชาวอุยกูร์เติร์กมาสู่ตุรกีตลอดมา[2] สิ่งหนึ่งที่มีร่วมกันที่ทำให้ตุรกียอมรับก็เนื่องจากความเป็นเชื้อสายเติร์กที่มีอยู่เหมือนกัน และยิ่งชัดเจนขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการณ์จลาจลปี 2009 ที่จำนวนผู้อพยพเริ่มสูงขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่พรรครัฐบาลสายอิสลามได้บริหารประเทศ ซึ่งได้ประกาศจุดยืนชัดเจนในการประณามจีนในเวลานั้น ประกอบกับรัฐบาลพรรคอัคมีนโยบายในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและให้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ประเทศมุสลิมและประเทศยากไร้เป็นทุนหนุนเสริมที่ทำให้ตุรกีกลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นของชาวอุยกูร์เติร์กที่ต้องการอพยพ และด้วยประเด็นนี้ทำให้ตุรกีกับจีนเองแม้ว่าจะมีความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ ด้วยดี แต่ก็ยังคงเรียกร้องพร้อมประณามรัฐบาลจีนทุกครั้งหากมีการกดขี่ต่อชาวอุยกูร์เติร์กเกิดขึ้น

แล้วเหตุใดไทยจึงมาเกี่ยวข้อง?
สืบเนื่องจากเมื่อปีที่แล้วที่มีข่าวว่าพบกลุ่มคนไม่ทราบสัญชาติเดินทางเข้าเมืองไทยมาในขณะที่กำลังค้นหากลุ่มอพยพชาวโรฮิงญา เมื่อได้มีการกักกันตัวไว้ แล้วสอบสวน กลุ่มคนเหล่านี้ก็ได้อ้างตัวว่าเป็นชาวตุรกี ที่ต้องการเดินทางไปยังตุรกี และหลังจากนั้นจึงเป็นที่แน่ชัดว่าเป็นชาวอุยกูร์เติร์ก ภายหลังจากนั้น ไทยก็กักตัวกลุ่มเหล่านี้ไว้ก่อนที่จะดำเนินการต่อไป โดยตุรกีได้ออกรับว่าตุรกีเองพร้อมที่จะรับกลุ่มนี้เข้าสู่ตุรกี แต่ทางการจีนก็ได้ยื่นข้อเสนอว่าขอให้ไทยส่งตัวกลับ กระบวนการเจรจาต่อรองเป็นไปด้วยระยะเวลาหนึ่ง กระทั่งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 58 ไทยได้ส่งชาวอุยกูร์เติร์กจำนวน 173 คนไปยังตุรกี โดยที่ส่วนมากเป็นเด็กและผู้หญิง ซึ่งได้สร้างความประทับใจและความสบายใจมากขึ้น ที่เหตุการณ์กำลังดำเนินไปด้วยดี ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลที่ผู้อพยพมีสิทธิร้องขอไปยังประเทศที่สามได้ หากมองว่าการกลับคืนสู่ประเทศเดิมนั้นจะเกิดภัยคุกคามต่อความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แต่เมื่อกลางดึกของวันที่ 8 กรกฎาคม 58 ก็มีข่าวการประท้วงของชาวอุยกูร์เติร์กในตุรกีหน้าสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ในอิสตันบูล เนื่องจากความไม่พอใจที่รัฐบาลไทยได้ส่งคนจำนวนกว่า 109 คน ซึ่งมีผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ชาย กลับไปจีนอย่างลับๆ ด้วยเครื่องบินของกองทัพ ในวันต่อมา ก็ได้เกิดเป็นประเด็นขึ้นจนรัฐบาลไทยออกมาระบุว่าได้ส่งกลับประเทศจีน เนื่องจากผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วว่ากลุ่มนี้เป็นชาวจีน ในขณะที่กลุ่มก่อนหน้านี้นั้นเป็นกลุ่มที่ไม่มีความผิดใดๆ ตามกฎหมายและประสงค์เดินทางไปตุรกี ซึ่งการประท้วงจึงขยายไปสู่สถานทูตไทยในตุรกี แม้ว่าจะไม่ได้มีความรุนแรงเฉกเช่นที่เกิดขึ้นที่สถานกงสุลก็ตาม[3]  



ผลจากการส่งกลับครั้งนี้เป็นอย่างไร?
แน่นอนว่าตัวละครต่างๆ ต่างก็มีผลสะท้อนที่ต่างกันไป เริ่มจากไทยเองที่ยืนยันว่าการส่งตัวผู้อพยพกลับจีนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะกระบวนการพิสูจน์สัญชาติออกมาเป็นเช่นนี้ และระบุว่าจีนจะรับรองความปลอดภัย ซึ่งส่วนนี้ก็เป็นที่วิพากษ์ว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการที่รัฐบาลไทยเองต้องการที่จะเอาใจจีนมากขึ้น เพราะต้องการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้น ซึ่งหากส่งตัวทั้งหมดไปยังตุรกีก็อาจทำให้จีนเองไม่พอใจ

ท่าทีของฝ่ายจีน แม้จะเรียกร้องว่ากลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่ทางจีนต้องการตัว แต่หลังจากการส่งตัวกลับก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดจากจีน นอกจากการรับรองความปลอดภัยกับผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดและยินดีที่จะให้มีผู้แทนในการติดตามผล

ส่วนท่าทีของตุรกี กระทรวงต่างประเทศของตุรกีได้ออกประณามการกระทำของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ โดยมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่แม้ทราบว่าการส่งคนกลับไปจะเป็นอันตรายต่อชีวิต แม้ตุรกีจะยินดีรับไว้แล้วก็ตามและจะติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด[4] แต่ขณะเดียวกันประธานาธิบดีแอร์โดอานเองก็ออกมาระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการบุกรุกสถานกงสุลของไทยและทุกคนคือแขกของประเทศ[5] เอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทยก็ยืนยันที่จะรักษาความปลอดภัยให้กับชาวไทยในตุรกี[6] อย่างไรดี ท่าทีของตุรกีในครั้งนี้ก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองที่กำลังเป็นไปในประเทศไม่น้อย เมื่อกลุ่มขบวนการชาตินิยมตุรกีเองก็มีการเข้าร่วมสนับสนุนประท้วงจีนที่เกิดขึ้นก่อนหน้าไม่นานมานี้ และการช่วยเหลือชาวอุยกูร์เติร์กในก่อนหน้านี้ก็ทำให้กลุ่มชาตินิยมที่เป็นอีกกลุ่มซึ่งพรรคอัคเล็งว่าจะดึงเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในรัฐบาลผสมพอใจไม่น้อย แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของตุรกีเองก็ตาม อย่างไรก็ตามในแง่ความสัมพันธ์ไทยตุรกีในประเด็นอื่นนั้นยังไม่ได้รับผลกระทบอันใด

นอกจากนี้แล้วยังมีท่าทีที่ออกมาจากองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น UNHCR, Human Rights Watch[7] และสภาอุยกูร์เติร์กโลก[8] ที่ออกมาแสดงความกังวลและมองว่าไทยกำลังทำสิ่งที่ขัดกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล รวมไปถึงสหรัฐอเมริกาเองที่ออกมาแสดงความกังวลนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่เนรเทศเชิงบังคับผลักไสชาวอุยกูร์เติร์กเหล่านั้นออกนอกประเทศอีก[9] ท่าทีของสหรัฐฯในครั้งนี้ออกมาเพื่อที่จะแสดงจุดยืนที่ค้านต่อจีนด้วยเช่นกัน แม้ว่าสหรัฐเองก็ไม่ได้มีท่าทีที่เป็นมิตรนักต่อตุรกีก็ตาม



สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ถือว่าทำให้ภาพลักษณ์ของไทยนั้นเสียหายไม่ใช่น้อย อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้สิ่งที่ไทยต้องพิสูจน์หากจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมา นั่นคือ กระบวนการติดตามผลที่จีนได้เสนอไปนั้นไทยจะต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดการต่อส่วนที่เหลือในประเทศให้เป็นไปตามกรอบสิทธิมนุษยชนสากล

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ของคนไทยในตุรกีนั้นก็อาจไม่น่าเป็นห่วงมากนักแม้ว่าจะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดก็ตาม แต่เมื่อมีกระบวนการตกลงตลอดจนการแถลงจุดยืนในการต้อนรับแขกอย่างให้เกียรติของประธานาธิบดีแล้วก็เป็นเสมือนการแสดงท่าทีของตุรกีในเรื่องของความปลอดภัยในตุรกีเช่นกัน ขณะเดียวกันนอกจากการประณามแล้ว ก็ยังไม่มีสถานการณ์ที่ชัดเจนของตุรกีนักต่อไทย เพราะไทยเองในสถานการณ์นี้ก็เปรียบเสมือนกับคนกลาง แต่หากไทยยังคงดำเนินการที่ซ้ำรอยในอนาคตก็อาจสร้างความไม่พอใจได้มากขึ้น