วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตุรกีกับการเลือกตั้งปี 2018: จุดเปลี่ยนระบบการปกครองประเทศสู่รูปแบบประธานาธิบดี

ยาสมิน ซัตตาร์

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2018 นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการเมืองตุรกี สำหรับคนที่ติดตามการเมืองตุรกีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีความพยายามในการนำเสนอเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองประเทศสู่ระบอบประธานาธิบดีมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว สังคมตุรกีมีการถกเถียงถึงประเด็นนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหมาะสม รูปแบบ หรือความพร้อมของประชาชนต่อรูปแบบการปกครองในครั้งนี้ กระทั่งเกิดการทำประชามติขึ้นในปี 2017 เพื่อปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญที่รวมไปถึงการเปลี่ยนการปกครองสู่รูปแบบประธานาธิบดี ซึ่งมีชาวตุรกี 51.41 เปอร์เซ็นต์ ตอบรับการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ แน่นอนว่ายังเป็นเรื่องราวที่ถูกถกเถียงนับต่อจากนั้นเรื่อยมา เนื่องจากผลคะแนนที่ชนะในครั้งนั้นมีความใกล้เคียงกันมาก แสดงให้เห็นว่ายังมีชาวตุรกีไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย
การปรับเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนั้นระบุว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2019 แต่ด้วยกับเหตุผลด้านความมั่นคง โดยเฉพาะภัยคุกคามจากประเด็นซีเรีย ตลอดจนประเด็นความขัดแย้งและปฏิบัติการต่อกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดในซีเรียและในอิรัก  ทำให้เกิดข้อเสนอในการเลือกตั้งให้เร็วขึ้นมา เพื่อให้ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งการเพียงพอในการรับมือต่อประเด็นนี้ โดยข้อเสนอนี้ถูกนำเสนอโดยหัวหน้าพรรค MHP พรรคสายชาตินิยมที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับพรรครัฐบาลปัจจุบัน จากนั้นประธานาธิบดีเรเจบ ตอยยิบ แอรโดก์อาน  ก็ขานรับข้อเสนอนี้และเสนอสภาให้มีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเร็วกว่าที่กำหนดไว้ถึง 1 ปี 4 เดือน อย่างไรก็ดีมีหลายบทวิเคราะห์มองว่าการเสนอให้เลือกตั้งเร็วขึ้นเป็นเพราะว่าสภาพเศรษฐกิจกำลังอยู่ในขาลง หากปล่อยไว้นานไปอาจทำให้ประชาชนไม่พอใจมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยหลักที่ทำให้พรรคอัครักษาอำนาจได้ยาวนานปัจจัยหนึ่งคือ เรื่องเศรษฐกิจ รวมไปถึงประเด็นความมั่นคงจากประเทศในภูมิภาคที่นับได้ว่าตุรกีเองก็มีภาวะคุกคามไม่น้อย นอกจากนั้น บางการวิเคราะห์ก็มองว่าแอรโดก์อานต้องการให้อย่างน้อยตนเองอยู่ในตำแหน่งในปี 2023 ซึ่งนับเป็นปีที่จะครบรอบ 100 ปีของสาธารณรัฐตุรกี และช่วงเวลาที่ระบบคิลาฟะห์ในออตโตมานเดิมสูญสลาย แน่นอนว่าการครบวาระในปีดังกล่าวก็อาจทำให้มีปัจจัยเอื้อต่อการหาเสียงได้ต่อไปอีก
สำหรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในครั้งนี้ สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือ การให้ประธานาธิบดีที่เดิมมีอำนาจในลักษณะที่เป็นพียงสัญลักษณ์ของประเทศ เปลี่ยนสู่การให้อำนาจทั้งในฝ่ายบริารและตุลาการ   ประธานาธิบดีจะมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีซึ่งรวมถึงรองประธานาธิบดี ออกกฎหมายที่ไม่ขัดกับกฎหมายเดิมหรือรัฐธรรมนูญ ประธานาธิบดีมีสิทธิออกเสียงคัดค้านมติสภาขณะเดียวกันสภามีสิทธิยับยั้งการตัดสินใจของประธานาธิบดีด้วยเสียงเอกฉันท์  ขณะเดียวกันผู้พิพากษาในศาลรัฐธรรมนูญก็จะได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี 12 คน และอีก 3 คนจากสภา ประธานาธิบดียังมีอำนาจในการประกาศภาวะฉุกเฉินซึ่งต้องไม่เกิน 6 เดือน งบประมาณแผ่นดินจะถูกร่างผ่านประธานาธิบดีเข้าสู่สภา กรรมการบริหารระดับสูงขององค์กรรัฐ รวมถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัย จะถูกแต่งตั้งจากประธานาธิบดี   เป็นต้น โดยการเพิ่มอำนาจให้กับประธานาธิบดีลักษณะนี้ถูกนำเสนอมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี Demirel และ Özal หากแต่เริ่มชัดขึ้นในปี 2005 ที่เริ่มมีการถกเถียงในสังคมตุรกีมากขึ้น และเพิ่งมาชัดเจนหลังการเกิดความพยายามรัฐประหารในปี 2016 การเปลี่ยนรูปแบบนี้ถูกอธิบายว่าเป็นแนวทางในการรับมือกับประเด็นความมั่นคงภายในทั้งจากกองทัพ กลุ่มเฟโต้และกลุ่มติดอาวุธ PKK รวมถึงความมั่นคงภายนอกจากภัยคุกคามต่างๆ รอบๆ บ้าน  ซึ่งระบบนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มฝ่ายค้านและตะวันตกว่าเป็นความพยายามในการทำให้ตุรกีกลายเป็นประเทศเผด็จการหรืออเสรีนิยมประชาธิปไตย เพราะระบบเช่นนี้สามารถปูทางให้แอรโดก์อานมีอำนาจไปอีกหลายปี และยังให้อำนาจเต็มรูปแบบแก่แอรโดก์อาน ในการบริหารปกครองประเทศ
ในส่วนของรูปแบบการเลือกตั้งทั้งประธานาธิบดีและผู้แทนในสภาจำนวน 600 ที่นั่ง จะถูกเลือกในวันเดียวกัน ทุกๆ 5 ปี  โดยผู้สมัครสมาชิกผู้แทนสามารถมีอายุอย่างน้อย 18 ปี และไม่จำเป็นต้องผ่านการเกณฑ์ทหารมาก่อน  โดยการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะใช้ระบบสองรอบ คือ หากไม่มีผู้ชนะเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ โดยให้ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดสองคนมาแข่งขันกัน
การเลือกตั้งในครั้งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจคือ มีการร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองเพื่อเข้าสู่สนามแข่งขันที่มีอำนาจของประเทศเป็นเดิมพัน  ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือระหว่างพรรคอัค ซึ่งเป็นพรรคของแอรโดก์อาน พรรค MHP ซึ่งเป็นพรรคสายชาตินิยมเติร์ก รวมถึงพรรค BBP ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็มีการรวมเป็นพันธมิตรของ พรรค CHP ซึ่งมีแนวคิดฝ่ายซ้ายและเคมาลิสต์ พรรค IYI ซึ่งเป็นพรรคเกิดใหม่ที่แยกออกมาจากพรรค CHP เดิม รวมไปถึงพรรค SAADET ที่เป็นพรรคที่ก่อตั้งโดยแอรบาคาน ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่าเป็นพรรคสายนิยมอิสลาม ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อกังขาไม่น้อยกับท่าทีของพรรค SAADET โดยที่นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่าเป็นผลมาจากตัวผู้นำพรรคที่เปลี่ยนไป และได้รับเสียงไม่มากเท่าที่เคยเป็นในยุคแอรบาคานเพราะสายนิยมอิสลามในประเทศหันไปลงคะแนนเสียงให้พรรคอัค ทำให้พรรค SAADET ต้องหาที่ทางและทางเลือกใหม่ให้มีตัวตนขึ้นมา ขณะเดียวกันพรรค HDP ของชาวเคิร์ด ก็ยืนยันไม่ร่วมกับกลุ่มใดและลงสมัครเอง

ผลการเลือกตั้งปี 2018: ชัยชนะอีกครั้งของพรรคอัค
            ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ แอรโดก์อานยังคงได้รับชัยชนะเช่นเคยด้วยคะแนนเสียง 52.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นคะแนนที่เฉียดฉิวสำหรับการต้องเลือกตั้งใหม่ไม่น้อย แต่ก็ยังคงผ่านเกณฑ์ที่ 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้แอรโดก์อานได้รับชัยชนะในครั้งนี้โดยทันที นายอินเจ่ตัวแทนของพรรค CHP ได้รับเสียงไป 30.7 เปอร์เซ็นต์  และนายเดมิรทาช หัวหน้าพรรค HDP ของชาวเคิร์ดซึ่งอยู่ในคุก ได้รับเสียงไป 8.4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนนางอัคซีแนร หัวหน้าพรรค IYI ซึ่งเป็นผู้สมัครผู้หญิงคนเดียวและเริ่มลงเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นครั้งแรกก็ได้รับเสียงไป 7.3% ขณะที่ผู้สมัครอีกสองคนได้รับเสียงไปเพียง 0.9 และ 0.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น



            สำหรับผลการเลือกประธานาธิบดีในครั้งนี้จะเห็นว่าฐานเสียงเดิมในแต่ละเมืองก็ยังคงเป็นไปในทิศทางเดิม แต่ที่น่าสนใจสำหรับเมืองใหญ่อย่างอิสตันบูลและอังการ่า พรรคอัคก็ได้รับเสียงอีกครั้ง สำหรับพื้นที่ของชาวเคิร์ดนั้นยังคงเลือกพรรคของตน แม้ว่าจะมีบางพื้นที่ที่พรรคอัคยังคงได้รับชัยชนะ ส่วนอีกเขตที่เหนือความคาดหมายคือเขต Yalova ที่เป็นบ้านเกิดของนายอินเจ่ ซึ่งพรรคอัคสามาระเอาชนะในเขตนี้ได้ จนนำไปสู่ข้อสงสัยในการโกงการเลือกตั้ง และการไม่ยอมรับผลของฝ่ายค้าน ขณะที่ผลที่ออกมาก็ตรงกับโพลที่มีก่อนหน้าการเลือกตั้งมาแล้ว จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับหลายฝ่ายในตุรกีเอง



            สำหรับการเลือกตั้งผู้แทนจำนวน 600 ที่นั่ง ที่เกิดพร้อมกัน พรรคร่วม People’s Alliance ระหว่างพรรค AK MHP และ BBP ได้รับเสียงรวมกัน 53.6 เปอร์เซ็นต์ สามารถเอาชนะและผ่านเกณฑ์ 50 เปอร์เซ็นต์มาได้เช่นกัน คณะที่ Nation’s Alliance ได้รับคะแนนไป 34 เปอร์เซ็นต์ และอีก 12.3 เปอร์เซ็นต์จากพรรคอื่นและผู้ลงสมัครอิสระ


           


สิ่งที่น่าสังเกตจากการเลือกตั้งในครั้งนี้
            การเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่น่าสนใจ เพราะนับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของการปกครองที่สำคัญของตุรกีเอง ในช่วงก่อน ระหว่างและหลังการเลือกตั้ง สามารถเห็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ
1.       การร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองในรูปแบบพันธมิตร
การเลือกตั้งในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นเดิมพันที่สำคัญสำหรับหลายๆ พรรค แม้แต่พรรคอัคเอง แต่ละพรรค แม้กระทั่งพรรคใหญ่ไม่มั่นใจว่าตนจะได้รับสียงเพียงพอที่จะได้รับชัยชนะ จึงเกิดความร่วมมือระหว่างพรรคขึ้น การร่วมมือนี้ บ่งชี้ให้เห็นถึงขั้วทางการเมืองในประเทศตุรกีที่มีอยู่อย่างน่าสนใจ สำหรับ People’s Alliance ซึ่งเป็นการรวมตัวของพรรคอัค พรรค MHP สายชาตินิยมเติร์กที่มาเข้าร่วมจากท่าทีของพรรคอัคที่แข็งข้อต่อชาวเคิร์ด ตลอดจนความต้องการในการเป็นพรรครัฐบาล และข้อตกลงที่มีระหว่างหัวหน้าพรรคเอง  นับได้ว่าเป็นการรวมตัวที่เข้มแข็งทีเดียว บวกกับพรรคเล็กอย่าง BBP ที่เข้ามาด้วย ทำให้ฐานเสียงแข็งแรงไม่น้อย ฝ่ายค้านจึงต้องรวมตัวกันภายใต้ Nation’s Alliance ที่รวมเอาพรรคที่มีความเห็นทั้งฝ่ายซ้าย เสรีนิยม และอิสลามิค เข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นความหลากหลาย แต่พรรคที่ถูกเชิญให้เข้าร่วมพันธมิตรอย่าง HDP ซึ่งเป็นพรรคชาวเคิร์ดที่มีฐานเสียงสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงได้ ก็ไม่เข้าร่วมในพันธมิตรใด แม้ว่านักวิเคราะห์หลายคนมองว่ากลุ่มพันธมิตรทั้งสองก็ไม่ได้มีท่าทีจริงจังนักสำหรับการดึงพรรคนี้มาร่วมเพราะจะทำให้ฐานเสียงส่วนใหญ่จากชาวเติร์กหายไปได้
2.       ท่าทีของสื่อและการหาเสียงเลือกตั้งในประเทศ
การหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปอย่างคึกคักและน่าสนใจ แต่ประเด็นที่เป็นข้อกังขา คือการปิดกั้นเสรีภาพทางสื่อของพรรครัฐบาลที่เป็นประเด็นวิพากษ์มานานแล้ว ทำให้ในพื้นที่สื่อจะเห็นการปรากฏตัวของแอรโดก์อานมากกว่าผู้สมัครคนอื่น ขณะที่หัวหน้าพรรคชาวเคิร์ด ก็ต้องหาเสียงผ่านวิดีโอที่ให้ทนายอัด ขณะที่อยู่ในคุก แม้ว่าสำหรับผู้สมัครท่านอื่นจะไม่มีปัญหาใดๆ ในการปราศรัย ก็ตามที
อีกสิ่งที่น่าสนใจคือการเริ่มต้นปราศรัย ของแอรโดก์อานซึ่งเริ่มที่เมืองอิซมีรที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรคฝ่ายค้าน แต่ก็ยังคงไม่สามารถเอาชนะได้ในพื้นที่นี้ และการปราศรัยใหญ่ของพรรคฝ่ายค้านที่เมืองอิซมีรก็มีคนเข้าร่วมจำนวนมากซึ่งสร้างความหวังให้กับฝ่ายค้านมากทีเดียว
ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านเองก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับฐานเสียงสายนิยมอิสลามที่เป็นผู้ชี้วัดสำคัญ และดึงเอาพรรค SAADET มาร่วม แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จในการดึงเสียงของคนกลุ่มนี้มา
อย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากโพลจากหลากหลายสถาบันซึ่งเห็นว่าแอรโดก์อานจะได้รับชัยชนะในครั้งนี้
3.       ท่าทีของสื่อต่างประเทศ
ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะท่าทีของสื่อต่างประเทศในประเทศต่างๆ ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด จะเห็นได้ว่าสื่อตะวันตกและยุโรปจะออกมาสนับสนุนฝ่ายค้านและกล่าวถึงความเป็นเผด็จการของแอรโดก์อาน เสรีภาพที่ถูกปิดกั้นและความอึดอัดของสังคมตุรกีในกลุ่มเสรีนิยมที่ไม่อิงศาสนา ออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีโพลที่ชี้ให้เห็นว่าแอรโดก์อานไม่น่าจะเอาชนะได้เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ และเน้นย้ำถึงการกลายเป็นเผด็จการของสังคมตุรกี
ขณะที่สื่อในกลุ่มประเทศมุสลิมโดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือจากตุรกีที่ผ่านมา ก็ให้การสนับสนุนอย่างเห็นได้ชัด ชี้ให้เห็นถึงโพลที่มีโอกาสชนะสูง ขณะเดียวกันยังมีข่าวคราวการจัดกิจกรรมขอพรให้แอรโดก์อานได้รับชัยชนะ โดยกลุ่มนี้ก็มีความกังวลว่าหากแอรโดก์อานไม่ได้รับชัยชนะแล้ว จะไม่มีผู้ที่เป็นปากเสียงให้ประเทศมุสลิมและมุสลิมกลุ่มน้อยที่ถูดกดขี่อีกต่อไป
การปะทะกันของข้อมูลเช่นนี้ จึงเป็นที่น่าสนใจไม่น้อย เมื่อความกังวล มุมมองและทัศนคติ รวมถึงค่านิยมในการเมืองมีความต่างกัน จึงส่งผลให้เกิดผลสะท้อนของข้อมูลที่ต่างกันไป
4.       การเมืองของชาวเคิร์ด
ในทุกๆ ครั้งของการเลือกตั้ง เสียงของชาวเคิร์ดเป็นเสียงที่สำคัญไม่น้อยสำหรับผลการเลือกตั้ง ครั้งนี้เองก็เป็นที่น่าสนใจ แม้ว่าหัวหน้าพรรคจะถูกคุมขังในคุกและมีข้อจำกัดในการกาเสียง แต่กลับยังได้รับเสียงเลือกตั้งในหลายเมือง และผู้แทน 67 คนที่ได้รับเลือกตั้ง  ในครั้งนี้เองยังเห็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของกลุ่มพื้นที่ชาวเคิร์ดส่วนใหญ่ ที่แม้พรรคอัคจะเรียกคะแนนกลับมาได้ในบางพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงยึดมั่นกับพรรคของชาติพันธุ์ตนเอง

ถึงที่สุดแล้วสิ่งที่น่าสนใจของตุรกีเอง แม้ว่าระบบของประเทศจะไปในทิศทางใด แม้ว่าจะมีการปิดกั้น แต่ยังคงใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินอนาคตและสร้างความชอบธรรมกับอำนาจที่มี และควรเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแม้ว่าจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดก็ตามที

ข้อท้าทายสำคัญสำหรับตุรกีภายใต้การนำของแอรโดก์อาน
แน่นอนว่าชัยชนะครั้งนี้มาพร้อมกับข้อท้าทายอันหนักอึ้งสำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบัน นับตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ ที่เป็นความคาดหวังหลักของประชาชนซึ่งต้องการเห็นปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อและค่าเงินที่ตกลง ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น รัฐบาลจึงต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นอีกครั้งเช่นช่วงที่พรรคอัคได้รับเลือกตั้งเข้ามาในช่วงแรกว่าจะพัฒนาตุรกีให้ก้าวต่อไปได้ถึงจุดไหน หรือจะทำให้ยิ่งถอยลงมา
ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าจับตามอง คือ การบริหารจัดการองค์กรต่างๆ ภายในประเทศ ทั้งองค์กรที่เดิมอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีอย่าง TIKA ซึ่งเป็นองค์กรในการดูแลเรื่องการให้ความช่วยเหลือต่างประเทศ และ YTB ผู้ดูแลเรื่องการให้ทุนการศึกษา เป็นต้น องค์กรเหล่านี้จะอยู่ภายใต้กำกับดูแลของหน่วยงานใด นอกจากนั้น อธิการบดีในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่จะถูกแต่งตั้งจากประธานาธิบดีจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร ประเด็นนี้เป็นอีกข้อท้าทายสำคัญว่าแอรโดก์อานจะจัดวางองค์กรต่างๆ รวมถึงสถาบันการศึกษาให้ไปในทิศทางใด
นอกเหนือจากนั้นความมั่นคงภายในประเทศยังเป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับภาวการณ์ของตุรกีเวลานี้ อีกทั้งเหตุผลหลักในการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองก็เพราะเรื่องนี้ จึงน่าสนใจว่าแอรโดก์อานจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร สิ่งที่น่ากังวลสำหรับหลายๆฝ่าย คือ การเพิ่มบทบาททางทหารอาจทำให้ภาพลักษณ์เดิมของตุรกีสูญเสียไป ในขณะที่หลายฝ่ายก็เห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะไม่ว่าจะดำเนินการในทางไหน ตุรกีก็มักถูกวิพากษ์ในเชิงลบจากตะวันตกเสมอ ตุรกีจึงควรตัดสินใจทิศทางอนาคตของตัวเอง ในแบบที่เหมาะสมกับตุรกีเอง
การเปลี่ยนจาก Soft Power ไปสู่การใช้ Hard Power มากขึ้น หรือ ที่ถูกให้คำจำกัดความว่าการใช้รูปแบบของ Moral Realism ในการเมืองระหว่างประเทศ เป็นเรื่องที่กำลังถูกพูดถึงมากว่าจะกระทบต่อผลสะท้อนต่อทัศนคติของประเทศที่เคยสนับสนุนตุรกีอย่างไร
และสิ่งที่ท้าทายที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องของท่าทีในการใช้อำนาจของแอรโดก์อานเอง ในเวลานี้ฝ่ายที่วิพากษ์ก็เห็นว่าแอรโดก์อานจะใช้อำนาจที่ได้มาแบบเบ็ดเสร็จ และส่งผลต่อเสรีภาพที่จะยิ่งถูกปิดกั้นมากขึ้น ในขณะที่อีกฝ่ายก็มองว่าอำนาจที่ได้มาจะเป็นความหวังที่เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น การคาดการณ์ในแต่ละแบบจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญที่แอรโดก์อานจำเป็นต้องรับมือ และระบบเช่นนี้จะทำให้ตุรกีเข้มแข็งหรืออ่อนแอลง ก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองต่อไป

ทิศทางของตุรกีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างสองภูมิภาค คือ ระหว่างมาเลเซีย ซึ่งนายมะหาเดร์ และนายอันวาร์ อิบรอฮีม เพิ่งได้รับการชัยชนะจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีอุดมการณ์ทางการเมืองและการเคลื่อนไหวที่ใกล้เคียงกับแอรโดก์อาน ขณะเดียวกันก่อนหน้าการเลือกตั้งไม่กี่วัน นายอันวาร์ ยังถูกเชิญไปเยือนตุรกีและได้ให้สัมภาษณ์รวมถึงกล่าวปาฐกถาในเชิงสนับสนุนแอรโดก์อานด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแล้วแน่นอนว่าทิศทางระหว่างตุรกีและมาเลเซียเป็นอะไรที่น่าจับตามองไม่น้อย และมีแนวโน้มจะเป็นไปในเชิงบวก เพราะตุรกีเองก็จำเป็นต้องหาพันธมิตรนอกภูมิภาคมากขึ้น เนื่องจากสภาวะที่มีความสัมพันธ์ไม่สู้ดีกับประเทศอาหรับบางประเทศ โดยเฉพาะหลังการแสดงจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนกาต้าร์ที่ผ่านมา
นอกจากนั้นแล้วอินโดนีเซียยังเป็นอีกประเทศที่น่าสนใจ เพราะนับได้ว่าอาเจะห์เป็นพื้นที่แรกที่ความช่วยเหลือของตุรกีเข้ามาถึงในภูมิภาค และความช่วยเหลือยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นเป็นไปได้ที่จะเห็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นไม่ต่างจากมาเลเซีย อีกประเทศที่น่าจับตาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับพม่า ที่เป็นไปในลักษณะของทั้งเป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นประเทศที่วิพากษ์ถึงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวโรฮิงญาอย่างต่อเนื่องและชัดเจน จึงน่าสนใจว่าทิศทางต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร สำหรับประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยเองก็ยังไม่เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากนัก เนื่องด้วยการรับรู้ของในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมต่อตุรกีไม่ได้เห็นถึงท่าทีที่ชัดเจนเท่าไหร่นัก แม้ว่าความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ก็อาจจะดำเนินต่อไป แบบที่เป็นไป
อย่างไรก็ดี แน่นอนว่าจะเห็นการให้ความช่วยเหลือต่อพื้นที่ขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง แต่หากตุรกีติดกับดักการทำสงครามกับเพื่อนบ้านที่มากเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อท่าทีการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตามความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมนี้จำเป็นต้องมีต่อไป เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สร้างความชอบธรรมในการสร้างวาทกรรมการเป็น ประเทศผู้ให้ หรือสุลต่านแห่งโลกมุสลิม ให้ยังคงอยู่ต่อไปได้ 

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ปรากฏการณ์คลื่นความรุนแรงและการเปลี่ยนผ่านในการเมืองระหว่างประเทศตุรกี


ยาสมิน ซัตตาร์ 


ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องราวตุรกีอาจมีความน่าสนใจมากขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะจากการเผชิญกับความรุนแรงที่มาจากการก่อการร้ายจากรอบด้าน ซึ่งในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในอิสตันบูลเมืองเดียวถึง 6 ครั้ง และครั้งล่าสุด จากการยิงกราดและระเบิด ณ สนามบินนานาชาติอตาเติร์ก เมื่อค่ำวันที่ 28 มิถุนายน 2559 นับได้ว่าส่งผลสะเทือนมากที่สุด เนื่องจากมีจำนวนผู้ได้รับผลเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ตุรกีต้องเผชิญกับการก่อการร้ายจากกลุ่มดาอิช ซึ่งนายกรัฐมนตรีตุรกีออกมาระบุว่าเป็นผู้กระทำการครั้งนี้ หลังจากนั้นก็มีการเปิดเผยสัญชาติของผู้ก่อการว่าเป็นชาวรัสเซีย ชาวอุซเบกิสถาน และชาวคีกีซสถาน จากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ประชาคมโลกต่างตั้งคำถามต่อปฏิกิริยาที่มีต่อเหตุการณ์รุนแรงที่ไม่เท่าเทียมกันกับกรณีความรุนแรงในปารีส หรือ บรัสเซล อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์มีการไว้อาลัยจากหลายประเทศที่ส่งเสียงให้กับตุรกี สถานที่สำคัญๆหลายแห่งในโลกได้แสดงสัญญะธงชาติตุรกี





คำถามที่สำคัญคือ ตอนนี้ตุรกีกำลังเผชิญกับอะไร เหตุใดตุรกีซึ่งในช่วงสิบปีที่ผ่านมาสามารถก้าวมาสู่จุดที่สำคัญของโลกและภูมิภาคต้องมาสะดุดลง ในบทความชิ้นที่แล้วผู้เขียนได้วิเคราะห์ไว้บ้างแล้ว เพื่อให้เห็นภาพรวมของการเมืองตุรกีในวันนี้ หากแต่ในห้วงเดือนที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของการเมืองระหว่างประเทศตุรกีที่มีผลจากการเมืองภายในประเทศเองอย่างมีนัยยะสำคัญหลายประการ นับตั้งแต่หลังจากการลาออกของอดีตนายกรัฐมนตรีดาวุดโอก์ลู และได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นมาแทนที่ ที่เป็นสัญญาณของความอ่อนในระบบรัฐสภาของตุรกี และเริ่มปูทางสู่การเปลี่ยนประเทศไปสู่ระบอบประธานาธิบดี การเปลี่ยนผ่านของการเมืองภายในเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำการใช้อำนาจของประธานาธิบดีแอรโดอานที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้น ขณะเดียวกันการเมืองภายในของตุรกียังต้องเผชิญกับความรุนแรงที่มาจากกลุ่มติดอาวุธ PKK ของชาวเคิร์ดซึ่งกลับเข้าสู่ภาวะของการใช้ความรุนแรงอีกครั้งหลังจากที่กระบวนการสันติภาพถูกทำลายลง ในช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและตุรกีที่กลายเป็นศัตรูหลังจากเป็นมิตรทางการค้าที่สำคัญหลังจากที่ตุรกียิงเครื่องบินรัสเซียตกก็ส่งผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ แน่นอนว่าเป็นผลให้ตุรกีต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันความรุนแรงในซีเรียและอิรัก และการเกิดขึ้นรวมถึงการตอบสนองของตุรกีต่อดาอิชในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นที่ตั้งคำถาม ภาวะที่ตุรกีเผชิญในช่วงปีที่ผ่านมานั้นคือ ความอิหลักอิเหลื่อของสถานะที่ตุรกียืนในเวทีภูมิภาค ขณะเดียวกันยังเป็นความย้อนแย้งของการแนวคิด Strategic Depth ของตุรกีที่มองว่าตุรกีควรปราศจากปัญหากับเพื่อนบ้าน และใช้จุดยุทธศาสตร์ของตัวเองให้เกิดประโยชน์ แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองในภูมิภาคเปลี่ยนแนวคิดและปัจจัยดังกล่าว กลับกลายเป็นเครื่องมือทิ่มแทงตุรกีเสียเอง

อย่างไรก็ตาม ในห้วงเดือนที่ผ่านมา มีความพยายามสำคัญ ที่น่าสนใจในจุดยืนของตุรกีในเวทีระหว่างประเทศคือ ตุรกีเริ่มพยายามปรับจุดยืนและยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์กับหลายประเทศให้กลับไปเป็นแบบเดิม นั่นคือ การร่วมมือเชิงสร้างสรรค์กับเวทีโลก จากที่ช่วงหนึ่งตุรกีถูกสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกบีบให้ต้องแสดงบทบาทโดดเดี่ยวจากหลายประเทศ ตุรกีเริ่มมีความพยายามมากขึ้นกับกรณีการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและแลกเปลี่ยนประเด็นการเปิดวีซ่าฟรีสำหรับชาวตุรกีในการเดินทางเข้าประเทศในอียูกับประเด็นผู้ลี้ภัย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงอยู่ในจุดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้เนื่องด้วยปัญหาของมาตรฐานที่ไม่ตรงกับที่สหภาพยุโรปต้องการ ซึ่งประธานาธิบดีตุรกีเองก็ระบุว่าเป็นเงื่อนไขที่สถานะและจุดที่ตุรกีอยู่ไม่อาจทำได้ ฉะนั้นแล้ว ตุรกีเองก็เริ่มกลับสู่การสร้างความสัมพันธ์กับอียูอย่างสร้างสรรค์อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ตุรกีเองก็เริ่มกลับมาปรับความสัมพันธ์กับสองประเทศที่มีปัญหาต่อกันมากที่สุด นั่นคือ อิสราเอลและรัสเซีย

 สำหรับกรณีอิสราเอลนั้น ตุรกีลดระดับความสัมพันธ์นับตั้งแต่หลังจากเรือช่วยเหลือทางมนุษยธรรมของตุรกีถูกยิงและมีนักเคลื่อนไหวชาวตุรกีเสียชีวิต แต่ตุรกีกลับมาค่อยๆ ปรับความสัมพันธ์อีกครั้ง เนื่องจากมองว่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่สามารถเอื้อต่อกันในเชิงเศรษฐกิจและเปิดช่องให้ตุรกีเข้าไปมีส่วนในการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ได้ง่ายขึ้น โดยการปรับความสัมพันธ์ในครั้งนี้อยู่บนฐานของเงื่อนไขสามข้อที่อิสราเอลตกลง คือการขอโทษต่อตุรกี การจ่ายเงินชดเชยให้กับครอบครัวของเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบและการอนุญาตให้ตุรกีส่งความช่วยเหลือเข้าไปในกาซ่าผ่านด่าน Ashdod แต่การปรับความสัมพันธ์นี้ก็สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่ายในตุรกี โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือสิทธิมนุษยชนที่ใหญ่ที่สุดในตุรกี นั่นคือ IHH แต่ก็หลายฝ่ายในองค์กรเองก็เข้าใจในเป้าประสงค์ของรัฐบาลเอง

สำหรับกรณีของรัสเซียนั้น หลังจากที่ยิงเครื่องบินรัสเซียตกนั้น ตุรกีซึ่งคาดการณ์ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากนาโต้กลับถูกโดดเดี่ยวให้เผชิญกับผลลัพธ์เอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตุรกีเป็นอย่างมาก กระทั่งประธานาธิบดีแอรโดอานยอมออกมาขอโทษ และปูตินเองก็ขอโทษกลับมา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการปรับความสัมพันธ์ หลังจากการขอโทษนั้นก็ทำให้การตกลงทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาอีกครั้ง และปูตินก็ประกาศยกเลิกการห้ามชาวรัสเซียเข้ามาท่องเที่ยวในตุรกี รวมถึงแผนการพบปะระหว่างรัฐมนตรีระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศก็กลับมามีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ขณะเดียวกันนั้น ตุรกียังขยายความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่คงความสัมพันธ์ที่ขยายตัวมากขึ้นกับภูมิภาคแอฟริกาในช่วงตุรกีมีความสัมพันธ์ห่างเหินกับรัสเซียเอาไว้ รวมถึงรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศบอลข่านและอิหร่านไว้

ฉะนั้นแล้ว ในแง่ยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ อาจกล่าวได้ว่า ตุรกีเริ่มหันกลับไปใช้แนวทางเดิมในการสร้างความสัมพันธ์เชิงรุกแบบสร้างสรรค์กับนานาประเทศอีกครั้ง แม้ว่าจะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ไม่พอใจกับแอรโดอาน ฝ่ายที่ไม่พอใจกับนโยบายแบบใหม่ ฝ่ายที่ไม่พอใจกับท่าทีของตุรกีที่ดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น ฝ่ายที่ไม่พอใจกับรัฐบาลแนวทางอิสลาม ฝ่ายที่ไม่พอใจกับการตอบโต้ด้วยความรุนแรงต่อชาวเคิร์ด หรือฝ่ายที่ไม่พอใจต่อการดำเนินนโยบายแบบระมัดระวังในกรณีดาอิชก็ตาม แต่ข้อท้าทายเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตุรกีจำเป็นต้องเผชิญแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ และตุรกีจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจกลับมา ไม่ว่าจะต่อประชาชนในประเทศเอง หรือนานาประเทศ ว่าตุรกีมีความสามารถเพียงพอที่จะก้าวข้ามข้อท้าทายเหล่านี้ หนึ่งในแนวทางประกาศความสามารถของตุรกีเอง ก็คือการเลื่อนการเปิดสะพานข้ามทวีปแห่งที่สามให้หลังจากเกิดเหตุการณ์สองวัน ซึ่งอาจสะท้อนสัญญะเล็กๆ ของศักยภาพตุรกีที่แม้เผชิญกับข้อท้าทายมากมายแต่ยังสามารถพัฒนาประเทศต่อไปได้นั่นเอง


หากประเมินแบบทั่วไปแล้ว ก็อาจมองได้ว่า ภายหลังจากนี้ ตุรกีอาจกลับเข้าสู่รูปแบบการดำเนินนโยบายลักษณะเดียวกับก่อนเกิดเหตุการณ์ท้าทายต่างๆ ซึ่งหมายรวมถึงการรื้อฟื้นกระบวนการสันติภาพต่อเคิร์ดขึ้นมาใหม่ เพื่อไม่ให้ตุรกีเผชิญกับศัตรูจากภายในเอง ขณะเดียวกันก็อาจเห็นแนวทางการดำเนินต่อดาอิชที่ชัดเจนขึ้น  รวมถึงการวางยุทธศาสตร์เรื่องผู้ลี้ภัยใหม่ที่เป็นระบบขึ้น อย่างไรก็ตามหากมีข้อท้าทายใหม่ๆ ในภูมิภาคโดยเฉพาะต่อเหตุการณ์ในซีเรีย ก็อาจส่งผลให้สถานะของตุรกีก็จะมีความเปราะบางเช่นนี้ต่อไปได้ แต่หากมองในเชิงเศรษฐกิจ จากความพยายามที่ผ่านมาและปรับความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าสำคัญแล้วนั้น ก็จะช่วยเสริมฐานเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งได้ ฉะนั้นแล้วการคาดการณ์ว่าบริบทของตุรกีจะเป็นเฉกเช่นเดียวกับประเทศตะวันออกกลางหลายๆ ประเทศนั้น อาจต้องมีปัจจัยเสริมที่มากกว่านี้ หากพิจารณาเพียงแค่สถานการณ์ปัจจุบันก็อาจกล่าวได้ว่า ยังคงยากที่จะไปสู่จุดเดียวกันนั้น 

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

เกิดอะไรขึ้นกับตุรกีในวันนี้ ?

ยาสมิน ซัตตาร์


หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตุรกีเกิดเหตุการณ์ระเบิดฆ่าตัวตายบ่อยครั้ง นับตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดในเมืองอังการ่าในเดือนตุลาคม ต่อมาก็บริเวณข้างๆ สุลต่านอะห์เม็ตในเดือนมกราคม ตามมาด้วยการระเบิดในเขตทหารที่อังการ่าในเดือนกุมภาพันธ์ และสองเหตุการณ์ล่าสุดในเดือนมีนาคม ไม่ว่าจะเป็นระเบิดในเมืองอังการ่าและไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ถัดมาก็เป็นเหตุระเบิดในบริเวณทักซิม เมืองอิสตันบูล เหตุการณ์ที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับตุรกีในวันนี้ ทำไมถึงมีเหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตุรกีกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงในรูปแบบใด แล้วตัวแสดงไหนบ้างที่เกี่ยวข้อง
หากสรุปในเบื้องต้น เหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ได้เป็นการกระทำจากกลุ่มเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มดาอิช และ กลุ่ม PKK ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธของชาวเคิร์ด อาจเรียกได้ว่าความรุนแรงระลอกใหม่นี้นับเป็นผลกระทบจากสงครามกลางเมืองที่ตุรกีได้รับอย่างแทบหลีกเลี่ยงได้ยาก  ฉะนั้นการทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องเห็นถึงที่มาที่ไปของความขัดแย้งของตุรกีกับทั้งสองส่วนก่อน  

ตุรกีกับดาอิช: ความขัดแย้งจากการเมืองที่ซับซ้อนในภูมิภาค
เนื่องด้วยการขยายอิทธิพลของดาอิช หรือ กลุ่มที่รู้จักกันในนามไอซิซ (the Islamic State of Iraq and al-Sham (ISIS)) ที่ขยายปฏิบัติการในพื้นที่ซีเรียและอิรัก และกลายเป็นตัวแสดงที่เป็นที่รู้จักกันในเวทีโลก ในฐานะกลุ่มก่อการร้ายที่มีปฏิบัติการที่โหดเหี้ยม และยังมีงบประมาณหนุนมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก ดาอิชค่อยๆ เติบโตขึ้นท่ามกลางสงครามกลางเมืองในซีเรียที่นับวันจะยิ่งรุนแรงและเหมือนจะหาทางยุติได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการที่มาจากรัฐบาลบัชชารของซีเรีย ที่สังหารประชาชนของตนเองไปเป็นจำนวนมาก บวกกับปฏิบัติการของดาอิช ขณะเดียวกัน ยังมีตัวแสดงมหาอำนาจอื่นๆ ที่เข้ามามีบทบาทในพื้นที่ ทำให้เหตุการณ์ยิ่งมีความซับซ้อนขึ้นไป สำหรับจุดยืนของตุรกีต่อดาอิช ในช่วงแรก แม้ว่าตุรกีจะไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนในเชิงปฏิบัติการ แต่ตุรกีนับเป็นประเทศแรกที่ยอมรับสถานะการเป็นผู้ก่อการร้ายสำหรับดาอิช ขณะเดียวกัน ตุรกีก็ยังเป็นประเทศที่ยอมรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในซีเรียให้เข้ามาในประเทศมากที่สุด
หลายคนอาจวิพากษ์ว่าตุรกีให้การสนับสนุนกลุ่มดาอิช ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างของรัสเซีย หรือนักวิเคราะห์จากตะวันตกหลายคน ที่เห็นว่า ตุรกีอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนการปฏิบัติการของดาอิช แต่หากมองในมุมของตุรกีแล้ว นักวิเคราะห์อีกหลายคน ระบุว่า เป็นไปได้ยากที่จะเหมารวมว่าจุดยืนของตุรกีนั้นสนับสนุนดาอิช แต่สิ่งที่ตุรกีทำคือ แสดงบทบาทที่ช้าไป เนื่องจากอาจมองว่าในเวลานั้นดาอิชเป็นกลุ่มที่สามารถรับมือกับกลุ่มเคิร์ดในอิรักและซีเรียได้ ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้ตุรกีเข้าไปเล่นในเกมส์ที่ตุรกีจะต้องเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้มากกว่า ชาติอื่นๆ ที่เข้าไปแสดงบทบาทในซีเรีย แต่เมื่อเหตุการณ์เริ่มที่จะกระทบต่อความมั่นคงของตุรกี ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เรื่องหลุมฝังศพสุไลมาน ชาห์ ที่เป็นอาณาเขตของตุรกีตามกฎหมายระหว่างประเทศ ตุรกีจึงเริ่มแสดงสัญญะในการส่งทหารเข้าไป ต่อมาเมื่อเกิดเหตุระเบิดในเมืองดิยาบาคึรและเมืองซูรุชในเขตชาวเคิร์ด ภายใต้อาณาเขตของตุรกี ทำให้ตุรกีจึงเริ่มปฏิบัติการตอบโต้อย่างจริงจังนับตั้งแต่การยินยอมให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพอากาศ İncirlik และ Diyarbakır และหลังจากโดนโจมตีจากดาอิชในเขตจังหวัด Kilis ทำให้ตุรกีเริ่มปฏิบัติการทางทหารต่อดาอิช และเริ่มจับกุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับดาอิชอย่างจริงจัง  
เนื่องจากตุรกีเป็นประเทศที่อยู่ติดกับพื้นที่นี้ จึงแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกลายเป็นพื้นที่ให้สมาชิกดาอิชใช้ในการเดินทางเข้าสู่ซีเรีย ทำให้ตุรกีกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของดาอิชได้เช่นกัน ดาอิชมีปฏิบัติการตอบโต้อีกหลายครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับชาวเคิร์ดที่เป็นหนึ่งในศัตรูของดาอิชด้วยเช่นกัน และขณะเดียวกันการเลือกพื้นที่เป้าหมายบางครั้งก็เป็นพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของตุรกีโดยรวม นอกจากนั้นในวารสารของดาอิชที่ชื่อว่า Konstantiniyye ก็ระบุว่าอิสตันบูลยังเป็นเป้าหมายที่ดาอิชต้องการจะขยายอาณาเขตการปกครอง เนื่องจากความสำคัญทางบริบททางประวัติศาสตร์และศาสนา และขณะเดียวกันยังโจมตีรัฐบาลตุรกีที่แม้ตะวันตกจะมองว่ามีแนวคิดแบบอิสลามิสต์แล้วนั้น ว่าเป็นกบฏต่อศาสนา
ในเดือนตุลาคม 2015 เกิดเหตุการณ์ระเบิดขณะที่มีการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องสันติภาพ ในอังการ่า โดยดาอิชรับว่าเป็นปฏิบัติการของดาอิช ต่อมาเหตุการณ์ที่สุลต่านอะห์เม็ต และ ล่าสุดที่ทักซิม ก็ล้วนเป็นปฏิบัติการที่มีความเชื่อมโยงกับดาอิช

ความขัดแย้งเติร์ก-เคิร์ด กับ ความรุนแรงระลอกใหม่
หากย้อนกลับไปมองในช่วงเวลามีนาคมปี 2013 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ที่ตรงกับช่วงเทศกาล Nevruz ซึ่งเป็นเทศกาลเข้าสู่ปีใหม่ของชาวเอเชียกลาง รวมถึงชาวเคิร์ดด้วยเช่นกัน ในปีนั้น Öcalan หัวหน้ากลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดได้ออกมาประกาศยุติการใช้กำลังและเริ่มเข้าสู่การพูดคุยสันติภาพ หากแต่คำประกาศในวันนั้น เดือนมีนาคมปี 2016 กลับกลายเป็นเพียงอดีตเท่านั้น
ความขัดแย้งระหว่างชาวเคิร์ดและชาวเติร์กนั้น เริ่มเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ช่วงสงครามเพื่อปลดตุรกีให้เป็นอิสระ เมื่อสามารถตั้งเป็นสาธารณรัฐตุรกีแล้วนั้น ในช่วงเวลาแรกกระบวนการสร้างชาติและการสร้างค่านิยมความเป็นเติร์ก ทำให้ความเป็นอื่นของประเทศถูกกดทับ รวมไปถึงความเป็นเคิร์ดด้วยเช่นกัน ด้วยความกดดันเช่นนี้และความหวังของการเป็นรัฐอิสระของชาวเคิร์ดที่ถูกแบ่งพื้นที่ซึ่งเดิมคาดว่าจะสร้างเป็นรัฐเคอร์ดิสถานออกไปเป็นส่วนหนึ่งในอิรัก ซีเรีย และตุรกี รวมถึงบางส่วนในอิหร่าน ก็ทำให้เป็นปัจจัยหนุนให้เกิดการก่อตั้งกลุ่มติดอาวุธ PKK หรือ Kurdistan Workers’ Party ขึ้นในปี 1978 แต่เริ่มเห็นปฏิบัติการที่เด่นชัดในปี 1984 และการโต้ตอบกันด้วยความรุนแรงระหว่างตุรกีและชาวเคิร์ดในครั้งแรกนั้นจบลงในปี 1999 แต่ก็กลับมาเกิดอีกครั้ง ในปี 2004 กระทั่งเริ่มรุนแรงขึ้นในปี 2011 จนรัฐบาลตุรกีสามารถจับกุม Öcalan ได้ในปี 2013 และมีการพูดคุยในทางลับต่อกันในช่วงระยะเวลาหนึ่งทำให้ในที่สุด Öcalan ประกาศยุติการใช้กำลังกับรัฐบาลตุรกี และหันมาเข้าสู่การพูดคุยสันติภาพ นับแต่นั้นกระบวนการสันติภาพจึงเริ่มต้นขึ้น และดูเหมือนว่าจะมีความหวังมากขึ้นกว่าทุกครั้ง เมื่อรัฐบาลตุรกีเปิดพื้นที่ให้กับชาวเคิร์ดมากขึ้นในหลายด้าน ภาษาเคิร์ดเริ่มสามารถกลับมาใช้ในพื้นที่สาธารณะได้อีกครั้ง สื่อและมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษาเคิร์ดก็เริ่มมีขึ้น
แต่ด้วยภาวะการเมืองระหว่างประเทศ ที่ตุรกีมีพื้นที่ติดกับประเทศสงครามหลายประเทศ โดยเฉพาะในอิรักและซีเรีย ทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นนำมาสู่ความรุนแรงระลอกใหม่อีกครั้ง ในเดือนตุลาคม 2014 เริ่มมีกระแสการประท้วงที่ตุรกีไม่เข้าช่วยเหลือชาวเคิร์ดใน Kobani ของซีเรีย ซึ่งนำไปสู่การประท้วงที่มีคนเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดก็มีเรื่อยมา โดยตลอดระยะเวลากลุ่มติดอาวุธ YPG ของชาวเคิร์ดในซีเรียและพรรคชาวเคิร์ด HDP ต่างก็อ้างว่ารัฐบาลยอมให้ดาอิชเข้าทำร้ายเคิร์ดใน Kobani
เหตุการณ์เริ่มมาถึงจุดตึงเครียดที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดในเมืองซูรูช ขณะที่มีการทำกิจกรรมของนักเคลื่อนไหวชาวเคิร์ด ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ต่อมาในช่วงปฏิบัติการทางอากาศเพื่อต้านไอซิซในซีเรียและ PKK ในอิรักตอนเหนือ (Şehit Yalçın Operasyonu) ก็กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ในเดือนกรกฎาคม 2015 PKK ยกเลิกการหยุดยิง และเริ่มต้นช่วงของการใช้ความรุนแรงระลอกใหม่ ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งต่อชีวิต และ เศรษฐกิจของพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยเหตุการณ์ส่วนใหญ่จะเกิดในบริเวณแถบพื้นที่ชาวเคิร์ด คือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบนี้ก็มีทั้งฝ่ายรัฐบาลตุรกีเองและฝ่ายกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด รวมถึงประชาชนทั่วไปด้วยเช่นกัน
เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย ขยายตัวเข้าสู่พื้นที่หลักอื่นของประเทศ เพื่อตอบโต้รัฐบาลด้วยเช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระเบิดในเขตพื้นที่กองทัพอังการ่าในเดือนกุมภาพันธ์ และในเดือนมีนาคม 2016 อังการ่าก็เผชิญกับระเบิดครั้งใหญ่อีกครั้ง เหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้กลุ่ม TAK (Kurdistan Freedom Hawks) ซึ่งเป็นปีกหนึ่งของกลุ่มติดอาวุธ PKK รับว่าเป็นปฏิบัติการของกลุ่มตน
แม้ว่าการเริ่มต้นการหยุดยิงครั้งใหม่นี้จะใช้ข้ออ้างของการที่รัฐบาลตุรกีใช้กำลังต่อเคิร์ดในอิรัก แต่การวิเคราะห์หลายฝ่ายก็เห็นว่า กลุ่ม PKK เห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะสามารถรวมอาณาเขตของเคอร์ดิสถานได้อีกครั้ง หลังจากที่กลุ่มติดอาวุธเคิร์ดในอิรักและซีเรียสามารถใช้โอกาสช่องว่างทางอำนาจในสงครามซีเรียเพื่อสถาปนาอำนาจของเคิร์ดในพื้นที่ได้สำเร็จ จึงทำให้มีความคิดที่จะนำเอาพื้นที่ส่วนใหญ่ของตนที่อยู่ในตุรกีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเคอร์ดิสถานนี้ให้ได้
ความรุนแรงระลอกใหม่ในครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลตุรกีถูกวิพากษ์จากหน่วยงานที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนอยู่หลายครั้งด้วยกัน ว่าการใช้ปฏิบัติการทางอาวุธนั้นส่งผลให้ประชาชนทั่วไปอาจได้รับผลกระทบด้วย ขณะเดียวกัน มีกลุ่มนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวชาวเคิร์ด ที่ไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลที่มีอุดมการณ์ต่างจากตน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายคิดแนวเสรีนิยมและแนวคิดนิยมฝ่ายซ้าย ก็ออกมาวิพากษ์การใช้กำลังของรัฐบาลด้วยเช่นกัน หลายคนระบุว่า การใช้กำลังของรัฐบาลเป็นผลจากการเสียคะแนนจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2015 ที่เสียงของพรรค HDP ซึ่งเป็นพรรคของชาวเคิร์ดนั้นได้รับเสียงจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตที่มีชาวเคิร์ดอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตามผลการเลือกตั้งครั้งนั้นก็ต้องเป็นอันโมฆะ เนื่องจากไม่สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จนทำให้นำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่เสียงของพรรค AK ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิมกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ในช่วงก่อนหน้าการเลือกตั้งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ความตึงเครียดประเด็นปัญหาเคิร์ดกลับมาอีกครั้ง ทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ของพรรค HDP กลายเป็นจุดที่ถูกมองว่าสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ  ขณะเดียวกัน การใช้กำลังเพื่อตอบโต้ของรัฐบาล หลายคนจึงมองว่าอาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่รัฐบาลต้องการได้เสียงจากกลุ่มชาตินิยมตุรกีด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับรัฐบาลตุรกี มีจุดยืนที่ชัดเจนต่อการใช้กำลังต่อกลุ่ม PKK เนื่องจากการใช้กำลังของ PKK หลายครั้งที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนส่วนมาก และสำหรับการเริ่มต้นการใช้กำลังในครั้งนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า PKK เป็นฝ่ายที่เริ่มการใช้กำลังก่อน ตลอดจนเป้าหมายของ PKK ก็เป็นไปแบบชัดเจนที่จะต้องการแบ่งแยกดินแดนเพื่อสร้างเคอร์ดิสถาน ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม ที่จะต้องรักษาความมั่นคงของชาติและรักษาเกียรติ ศักดิ์ศรี ของชาติไปพร้อมกัน ปฏิบัติการเพื่อตอบโต้จึงต้องมี แต่อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่ง พื้นที่ทางอัตลักษณ์ของชาวเคิร์ดที่ถูกเปิดไปก็ยังคงดำเนินต่อไป แต่การปราบปรามกลุ่มติดอาวุธก็จำเป็นต้องเป็นไปด้วยเช่นกัน

ความมั่นคงของตุรกีและภูมิภาควันนี้
แม้ว่าหากมองในการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปแล้ว ชาวตุรกียังคงใช้ชีวิตอย่างปกติ เพียงแต่หลีกเลี่ยงในการไปในสถานที่ที่ค่อนข้างเป็นที่คาดเดาได้ ในช่วงวันที่คาดเดาได้ ว่าจะเกิดเหตุการณ์ เนื่องจากพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์หลักๆ ก็มักจะเป็นพื้นที่ที่เกิดขึ้นซ้ำๆกัน แต่ภาวะความไม่มั่นใจก็ยังคงเกิดขึ้นกับประชาชนอยู่บ้าง จึงจำเป็นที่ตุรกีจะต้องหาแนวทางรับมือ
ไม่ว่าจะความขัดแย้งระหว่างดาอิชหรือ PKK ก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลมาจากการเมืองในภูมิภาคที่ทำให้ตุรกีเองแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีส่วนต่อเกมส์การเมืองสามเส้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับสองตัวแสดงนี้ ล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวข้องและส่งผลต่อกัน แม้ว่าสำหรับ PKK จะเป็นผลจากการเมืองในประเทศด้วยก็ตาม แต่ปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้กระบวนการสันติภาพล่าสุดสิ้นสุดลง ก็เป็นผลจากการเมืองในซีเรียและอิรักอย่างเห็นได้ชัด  
จึงนับได้ว่าปัจจุบัน ตุรกีจึงกำลังเผชิญกับความท้าทายความมั่นคงของประเทศที่มาจากตัวแสดงติดอาวุธถึงสองกลุ่มใหญ่ ซึ่งถือเป็นภาวะเสี่ยงที่ตุรกีจำเป็นต้องหาแนวทางรับมือและก้าวพ้นไปให้ได้ สำหรับปัญหา PKK เป็นการตกลงภายใน ที่จะต้องรีบหาทางให้กลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดยอมที่จะหันเข้าสู่กระบวนการเจรจาอีกครั้ง มิฉะนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อทั้งภาพลักษณ์ในด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประเทศและจะกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน และปัญหาดาอิช ก็นับได้ว่าเป็นปัญหาร่วมของโลก ที่ตัวแสดงหลักจำเป็นต้องหาทางร่วมมือกันเพื่อรับมืออย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเช่นนี้ จึงจะเห็นว่า ตุรกีเริ่มจะหันไปมีความสัมพันธ์กับอิหร่านมากขึ้น และหาแนวทางปรับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ที่เริ่มถอยออกมาจากสงครามกลางเมืองในซีเรีย รวมถึงยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับชาติอาหรับและสหภาพยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกา ด้วยเช่นกัน เนื่องจากการสร้างความสัมพันธ์ลักษณะนี้จะทำให้เป็นภูมิคุ้มกันความมั่นคงของประเทศได้มากขึ้น แม้ว่าตุรกีจะยังคงถูกตั้งคำถามกับหลายประการจากตะวันตกโดยเฉพาะ ในประเด็นที่รัฐบาลพรรคอัคที่มีแนวคิดเน้นแนวทางอิสลามเข้าปกครองต่อเนื่องยาวนาน 13 ปี   
ในภาวะเช่นนี้ ประกอบกับการถูกวิพากษ์ของรัฐบาลในประเด็นภายในอื่นๆ เอง จึงเป็นที่น่าติดตามว่า ตุรกีจะรับมืออย่างไร จะสามารถก้าวผ่านไปได้เหมือนที่ผ่านๆมาหรือไม่ เหตุการณ์ความไม่มั่นคงนี้จะกระทบต่อการพัฒนาและเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ ตุรกีจะสร้างความมั่นใจให้กลับมาสู่ประเทศได้อย่างไร แต่สิ่งที่สำคัญทีสุดที่อาจเป็นคำถามของเวทีโลกทุกประเทศคือ ในวันนี้ จะทำอย่างไรก็ปัญหาสงครามกลางเมืองในซีเรีย ที่เป็นเหตุของปัญหาที่กระทบไปในหลายประเทศแล้ว


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การเลือกตั้งครั้งใหม่ของตุรกี กับชัยชนะอีกครั้งของ AK Party

ยาสมิน ซัตตาร์

ผลการเลือกตั้งครั้งใหม่ของตุรกีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ปรากฏว่า ชัยชนะของพรรคยุติธรรมพัฒนาหรือพรรคอัคก็กลับมาได้ชัยชนะด้วยเสียงจำนวนมากเกิดความคาดหมายอีกครั้งด้วยจำนวน 316 ที่นั่ง คิดเป็น 49.41% (จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการหลังจากนับผลไปแล้วประมาณ 99%)  หลังจากที่ได้เสียหลักไปเมื่อการเลือกตั้งในวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับเสียง  258 เสียง ส่งผลให้พรรคอัคไม่สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ โดยที่การตั้งพรรครัฐบาลเดียวจะต้องได้รับเสียงอย่างน้อย 276 เสียงขึ้นไป



หัวหน้าพรรคอัคได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลชั่วคราวจากประธานาธิบดี และตามกฎหมายจะต้องจัดตั้งรัฐบาลหลังจากเลือกตั้ง 45 วัน จึงได้มีการเจรจาต่อรองกับพรรคอีกสามพรรคใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น CHP MHP หรือ HDP แต่ผลของการเจรจาก็ไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงในการร่วมกันตั้งรัฐบาลผสมได้ แม้ว่าในเชิงหลักการแล้วการมีรัฐบาลหลายพรรคจะมีแนวโน้มทำให้เกิดสภาวะของการคานอำนาจและมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่เนื่องจากอุดมการณ์ที่ต่างกันมากของทุกพรรคในตุรกีและประสบการณ์ที่ไม่มั่นคงในช่วงรัฐบาลหลายพรรคก็ไม่สามารถทำให้การตั้งรัฐบาลเป็นจริงได้   ภายหลังจากนั้นประธานาธิบดีแอรโดอานก็ประกาศตัดสินใจว่ากำหนดการเลือกตั้งใหม่  ซึ่งก็ได้กำหนดเป็นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งนับได้ว่าเป็นการเรียกร้องการเลือกตั้งใหม่ครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์การเมืองแบบหลายพรรคของตุรกี
แม้ว่าการเลือกตั้งใหม่จะเป็นที่ถกเถียงไม่น้อยว่าแอรโดอานดูเหมือนว่าใช้อำนาจของประธานาธิบดีในการตัดสินใจที่ไม่ได้สอดคล้องกับเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญที่น่าจะใช้วิธีการเชิญหัวหน้าพรรค CHP มาร่วมพรรครัฐบาลและเร่งรีบให้มีการเลือกตั้งใหม่เกินไปก็ตาม แต่การเลือกตั้งใหม่ก็เป็นตัวเลือกแรกๆในการเป็นทางออกทางการเมืองของตุรกีนับตั้งแต่หลังจากผลการเลือกตั้งออกมา 
ผลการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ทำให้พรรคอัคสามารถครองอำนาจเป็นรัฐบาลพรรคเดียวอีกครั้ง เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกันเป็นเวลา 13 ปี ในขณะที่การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ เสียงของ พรรค MHP และพรรค HDP ได้ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอยู่พอควร  ส่วนพรรคฝ่ายค้านหลักจาก CHP ก็ได้รับเสียงเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ คือ จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่คาดการณ์กันไว้ว่าจะลดลง เนื่องจากประชาชนอาจรู้สึกเบื่อกับการเลือกตั้ง ผลกลับชี้ให้เห็นว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ที่ 85.46% (จำนวนจากผลอย่างไม่เป็นทางการ 99%) ซึ่งเพิ่มมาจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนมิถุนายนที่มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่ที่ 83.92%






ก่อนจะมาถึงการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน

ในช่วงเวลาก่อนที่จะมาสู่การเลือกตั้งในครั้งนี้ มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมายที่น่าจะเป็นปัจจัยต่อผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการไม่เข้าร่วมในการเลือกตั้งของบางพรรคการเมืองเล็กๆ ที่มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเกมส์ที่ประธานาธิบดีแอรโดอานวางเอาไว้
การปรับเปลี่ยนท่าทีของพรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคอัคที่นำเอาผู้สมัครน้ำดีของพรรคที่ไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ในครั้งที่แล้วกลับมาอีกครั้ง นำเอาตัวแทนพรรคที่มีประวัติไม่ดีออก และยังได้ตัวแทนจากพรรค MHP ซึ่งเป็นลูกชายของผู้ก่อตั้งพรรค MHP เองย้ายเข้ามาอยู่ในพรรคอีกด้วย นอกจากนั้นยังเพิ่มฐานเสียงจากสายอิสลามิสต์ในประเทศ ที่เป็นสายของพรรค SAADET บางส่วนให้มาสู่พรรคอัคให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ใช้นโยบายที่เน้นประชาชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการว่างงาน ฟรีอินเตอร์เนตสำหรับเยาวชน ให้สถานะทางกฎหมายกับชาวอลาวี หรือการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เป็นต้น (พรรคอัคใช้สโลแกน “Haydi Bismillah” (Come on, Bismillah) ในช่วงแรก รวมไปถึงเพลงของการหาเสียง แต่ถูกแบนเนื่องจากเป็นสโลแกนที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ขัดกับความเป็นรัฐเซคิวล่าร์ของสาธารณรัฐตุรกี) ขณะที่พรรค CHP ก็มีการปรับนโยบายที่เน้นกลุ่มเยาวชนมากขึ้น เช่นเดียวกับพรรคอัค เนื่องจากการเลือกตั้งในครั้งก่อนทั้งสองพรรคไม่ได้รับเสียงจากกลุ่มเยาวชนมากนัก
สิ่งที่เป็นประเด็นน่าสนใจอีกประการ คือ ในช่วงระหว่างการเลือกตั้งครั้งก่อนถึงครั้งนี้ ปรากฏว่า ตุรกีได้เผชิญกับเหตุการณ์รุนแรง ถึงสองครั้งใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระเบิดที่เมืองซูรุช ซึ่งภายหลังจากนั้น รัฐบาลก็ใช้เป็นเหตุผลในการอ้างความชอบธรรมในการใช้กำลังจัดการกับทั้งกลุ่มไอซิซและกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด PKK ที่คาดว่าเป็นผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ และภายหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ระเบิดที่เมืองอังการ่าซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากเป็นประวัติการณ์ ความไม่มั่นคงภายในนี้เองที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของพรรคชาวเคิร์ดลงลง รวมไปถึงความต้องการของประชาชนในเกิดความมั่นคงทางการเมืองเพื่อรักษาความปลอดภัยภายในเอาไว้มากขึ้น 
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่าทีของรัฐบาลที่แข็งกร้าวขึ้นต่อกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด ที่รัฐบาลเปลี่ยนจากการพูดคุย เป็นการจับกุม กวาดล้างผู้ที่เป็นสมาชิก แน่นอนว่าเพื่อหวังที่จะได้รับเสียงมากขึ้นจากกลุ่มชาตินิยมเติร์กที่ไม่พอใจและหันไปลงคะแนนให้กับพรรค MHP และการเพิ่มจำนวนเสียงของพรรค HDP ซึ่งเป็นพรรคชาวเคิร์ด ก็ส่งผลให้รัฐบาลเปลี่ยนมาตรการกับพื้นที่ รวมไปถึงการออกเคอร์ฟิวในเมือง Cizre  ภายหลังจากการเลือกตั้งไม่นาน ขณะเดียวกัน ท่าทีสนับสนุนของกลุ่มติดอาวุธ PKK ของพรรค HDP ก็ยังคงปรากฏในหลายครั้ง แม้ว่าจะมีการออกมาปฏิเสธและเรียกร้องให้มีการดำเนินกระบวนการสันติภาพต่อไป และให้ PKK วางอาวุธ
ขณะเดียวกันก็มีประเด็นที่รัฐบาลควบคุมเสรีภาพของสื่อหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามากขึ้น ก็ส่งผลให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์จากต่างประเทศจำนวนไม่น้อย ความน่าเชื่อถือที่ลดลงของกลุ่มกุลเลนก็เป็นอีกปัจจัยทีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในผลการเลือกตั้งครั้งนี้ 
อย่างไรก็ตาม สภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่น้อยทีเดียว 

ชัยชนะกับข้อท้าทาย

แน่นอนว่าชัยขนะครั้งนี้ได้สะท้อนความต้องการของประชาชนที่อยากจะเห็นความเสถียรภาพทางการเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศต่อไปเป็นหลัก และไม่ต้องการให้มีการแทรกแซงของทหารเข้ามาสู่การเมืองดังเช่นประสบการณ์ในอดีตที่เคยมีการตั้งรัฐบาลผสมขึ้นแล้วเป็นช่องโหว่ของสังคมที่ขัดแย้งให้ทหารเข้ามาแสดงบทบาท ขณะเดียวกันก็เห็นถึงแนวโน้มของการปรับการเดินเกมส์ของพรรคอัคให้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ไม่ผลีผลามในการเสนอในสิ่งที่สังคมตุรกีอาจจะยังไม่พร้อมทีจะรับ รวมไปถึงยังสะท้อนให้พรรค HDP ได้เห็นว่าไม่ว่าอย่างไรหากเคิร์ดยังคงใช้ความรุนแรง ชาวตุรกีก็จะไม่สนับสนุน  
อย่างไรก็ตามชัยชนะของพรรคอัคในครั้งนี้มีแนวโน้มที่อาจจะนำไปสู่ข้อท้าทายที่ต้องเผชิญอยู่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อวิพากษ์ต่อการอยู่ต่อเนื่องยาวนานในอำนาจที่อาจนำไปสู่การใช้อำนาจเชิงเผด็จการ หรือความพยายามของประธานาธิบดีแอรโดอานในการเล่นเกมส์ทางการเมืองที่จะให้ได้อำนาจต่อไป ตลอดจนแรงกดดันจากข้อวิพากษ์จากตะวันตกที่แน่นอนว่าจะต้องนำไปสู่จุดที่กล่าวถึง ความเผด็จการของพรรคอัคที่มากขึ้น แม้จะเป็นอำนาจที่มาจากผลการเลือกตั้ง แต่ด้วยกับแนวคิดหลักของพรรคที่ถูกให้คำจัดความว่าเป็นพรรคอิสลามมิสต์ ก็ยังคงเป็นที่จับตามองและถูกวิพากษ์ต่อไป
ขณะเดียวกันก็อาจต้องพิจารณาถึงนโยบายต่อกระบวนการสันติภาพเติร์ก-เคิร์ดและกลุ่มติดอาวุธ PKK ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้หันมาใช้วิธีการปราบปรามแทนการใช้การพูดคุย จนทำให้เสียงจากชาวตุรกีชาตินิยมหันกลับมามากขึ้น โดยพิจารณาจากเสียงที่ลดลงของพรรค MHP นโยบายต่อกระบวนการสันติภาพนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และแนวทางของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดก็อาจต้องพิจารณาถึงความคุ้มได้คุ้มเสียในการยังคงใช้อาวุธต่อไปในบริบททางการเมืองเช่นนี้ เนื่องจากหลายครั้งที่พรรค HDP ไม่มีจุดยืนในการต่อต้านการใช้ความรุนแรงของกลุ่ม PKK ในช่วงก่อนการเลือกตั้งก็อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เสียงของ HDP ลดลงไปในครั้งนี้
การเผชิญหน้ากับไอซิซ ที่ตุรกีกำลังใช้นโยบายทางทหารในการตอบโต้ ก็เป็นอีกข้อท้าทายสำหรับการตัดสินใจต่อไปข้างหน้าของพรรคอัคเช่นเดียวกัน ว่าจะยังคงร่วมมือต่อไปหรือไม่ รวมไปถึงประเด็นการจัดการต่อปัญหาผู้ลี้ภัยซีเรีย ที่ยุโรปได้สนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่งพร้อมกับให้ตุรกีเป็นผู้นำในการจัดการกับปัญหา 
เศรษฐกิจที่ถดถอยในช่วงที่ผ่านมา เพราะความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในและภายนอกประเทศ ก็เป็นอีกข้อท้าทายสำคัญต่อการพิสูจน์ตัวเองต่อไปในอำนาจของพรรคอัคว่าจะทำให้ตุรกีฟื้นฟูจากสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งนี้ได้หรือไม่
เหล่านี้ล้วนยังคงเป็นข้อท้าทายส่วนหนึ่งที่ของรัฐบาลใหม่ตุรกีชุดนี้ที่จะต้องเผชิญต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้านี้ และสิ่งที่น่าสนใจที่ต้องติดตามต่อไปว่าพรรคอัคจะใช้นโยบายอะไรในการเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้ 

แต่แน่นอนว่าชัยชนะครั้งนี้ก็เป็นข่าวดีสำหรับใครหลายคนพอสมควร ไม่ว่าจะกลุ่มอิสลามิสต์ในประเทศหรือกลุ่มประเทศอื่นๆที่ตุรกีเข้าไปมีบทบาท และการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ทำให้อิสลามการเมืองของตุรกียังคงก้าวเดินต่อไป